วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปปช.ชี้มูล'สาธิต-ศุภกิจ'ทุจริตภาษี รัฐเสียหายกว่า3พันล้าน

มติป.ป.ช.ชี้มูล"สาธิต อดีตอธิบดีกรมสรรพากร - ศุภกิจ อดีตสรรพากร บางรัก”คืนภาษีมูลค่าเพิ่ม บ.เอกชนมิชอบ เป็นเหตุให้รัฐเสียหายกว่า3พันล้านบาท

นายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. ได้แถลงกรณีคณะกรรมการป.ป.ช.พิจารณาสำนวนและรายงานการไต่สวนข้อเท็จจริง กรณีกล่าวหานายศุภกิจ ริยะการ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 22 พื้นที่สาขาบางรัก และนายสาธิต รังคสิริ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสรรพากร กรณีทุจริตคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเท็จ พยานหลักฐานรับฟังได้ว่า การกระทำของนายศุภกิจ เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยฝ่าฝืนระเบียบแนวทางปฏิบัติของกรมสรรพากร

โดยได้ยุติการตรวจสภาพกิจการของบริษัทผู้ขอคืนภาษีเท็จ ไม่พิจารณาว่ามีการประกอบกิจการจริง แต่ได้พิจารณาคืนภาษีมูลค่าเพิ่มให้กับบริษัทดังกล่าว เพื่อประโยชน์ของบริษัทที่ขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม และเพื่อประโยชน์ของนายสาธิต ที่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า เงินที่บริษัทขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มจากกรมสรรพากรโดยมิชอบ ได้นำไปซื้อทองคำแท่ง และนายสาธิต เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในทองคำแท่งดังกล่าวมูลค่ากว่า 179 ล้านบาท การกระทำของนายศุภกิจ ริยะการ ทำให้ทางราชการได้รับความเสียหายจำนวน 3,146,175,475 บาท (เฉพาะสำนักงานสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 22 )  

นายวิชา กล่าวว่า ขณะที่นายสาธิต เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสรรพากร ได้รับทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการสั่งคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มของสำนักงานสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 22 เป็นอย่างดีว่า บริษัทผู้ขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มทั้ง 25 บริษัท ว่าไม่มีความน่าเชื่อถือ แต่ได้ร่วมกระทำความผิดกับเจ้าหน้าที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ ที่มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยมีส่วนเกี่ยวข้องในการแจ้งรายชื่อบริษัทที่ไม่มีสิทธิ์ขอคืนภาษีให้กับสรรพากรพื้นที่ดังกล่าวติดตามเร่งรัดให้มีการคืนภาษีมูลค่าเพิ่มโดยรวดเร็วผิดปกติ ระงับเรื่องไม่ให้มีการตรวจสอบความถูกต้องตามแนวปฏิบัติของกรมสรรพากร

แต่นายสาธิต กลับสั่งการไม่ให้เจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่ และได้ระงับเรื่องไม่ให้มีการดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีที่สำนักตรวจสอบภาษีกลางได้ดำเนินการตรวจสอบบริษัทเอกชนเหล่านั้น เพื่อไม่ต้องการให้พบข้อเท็จจริงว่าบริษัทดังกล่าวไม่ได้ประกอบการจริง จากการไม่ดำเนินการตรวจสอบหรือไม่สั่งการให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงของนายสาธิต ดังกล่าว จึงเป็นเหตุให้ นายศุภกิจ ปฏิบัติหน้าที่โดยฝ่าฝืนระเบียบแนวทางปฏิบัติของกรมสรรพากร ให้กับบุคคลและกลุ่มบริษัทที่ร่วมกระทำความผิด​ 

นายวิชา กล่าวว่า คณะกรรมการป.ป.ช. จึงมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า การกระทำของนายศุภกิจ และนายสาธิต มีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนเอง หรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย และฐานเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใดๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ หรือเจ้าของทรัพย์นั้น และฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 147 มาตรา 151 และมาตรา 157 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง และประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตามพร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 82 (2) ประกอบมาตรา 85 (7) และตามมาตรา 85 (1) และ (4)​​

นายวิชา กล่าวว่า นายสาธิต ยังมีมูลความผิดฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามมาตรา 123/1 ของพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2554 อีกด้วย ซึ่งขั้นตอนต่อไปจะส่งสำนวนไปยังอัยการสูงสุด(อสส.) เพื่อดำเนินการในส่วนของคดีอาญา พร้อมจะส่งเรื่องถึงกระทรวงการคลัง ต้นสังกัดของบุคคลทั้งสองเพื่อให้ดำเนินการทางวินัยต่อไป  

ก่อนหน้านี้ นายสาธิต ถูกป.ป.ช.สั่งอายัดทองคำมูลค่ากว่า 179 ล้านบาท รวมถึงทรัพย์สินอื่นๆ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบของคณะอนุกรรมการไต่สวนกรณีร่ำรวยผิดปกติ ที่มีน.ส.สุภา ปิยะจิตติ กรรมการป.ป.ช. เป็นประธานคณะอนุกรรมการฯ