วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'สุปรีดา'ยันสสส.ไร้ทุจริต ยอมรับต้องปรับปรุง3ประเด็นหลัก

"ดร.ทพ.สุปรีดา" ยันสสส.ไร้ทุจริต ไม่ปักธงแก้พรบ. ยอมรับต้องปรับปรุง 3 ประเด็นหลัก สร้างความเข้าใจต่อสังคม รอชงแนวทางเข้าคกก.ชุดสธ.

จากกรณีที่ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ในฐานะประธานศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอ.ตช.) ได้เรียก ทพ.สุปรีดา อดุลยานนท์ รักษาการผู้จัดการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เข้ามาหารือภายหลังจากที่คณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้งบประมาณภาครัฐ (คตร.) ได้ติดตามตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณและพบว่ามีการใช้งบประมาณอย่างผิดวัตถุประสงค์ โดยที่ประชุมให้แก้ไข พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ในมาตรา 3 มาตรา 10 และหมวด 2 โดยมาตรา 3 ระบุถึงคำนิยาม เช่น สุรา ยาสูบ ภาษี กองทุน คณะกรรมการ เป็นต้น มาตรา 10 ระบุว่า กองทุนมีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการ หรือ รัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณและรายได้ของกองทุนไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้ของแผ่นดิน และหมวด 2 ว่าด้วยการบริหารกิจการของกองทุน ประกอบด้วย มาตรา 17-35 ซึ่งระบุถึงคุณสมบัติ หน้าที่ วาระ การปฏิบัติหน้าที่ ค่าตอบแทน ของกรรมการและผู้จัดการ เป็นต้น

ล่าสุด เมื่อเวลา 14.00 น. ที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ดร.ทพ.สุปรีดา อดุลยานนท์ รักษาการผู้จัดการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) เปิดแถลงข่าวครั้งแรกหลังรับตำแหน่งรักษาการฯว่า สสส.อยู่ระหว่างการเตรียมข้อมูลเพื่อชี้แจง จึงไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดใดๆเพราะความเหมาะสม แต่หลังจากมีการชี้แจงจึงสามารถอธิบายในส่วนที่สามารถเปิดเผยได้ ทั้งนี้ ในการชี้แจงต่อ ศอ.ตช.​ ได้นำหลักฐานข้อเท็จจริงในการทำงาน ไปชี้แจงซึ่งข้อสรุปเป็นไปตามที่ พล.อ.ไพบูลย์ ได้ชี้แจงไปแล้ว ว่าไม่มีการทุจริต แต่ต้องมีการปรับปรุงการบริหารจัดการ โดยไม่มีการแก้กฏหมาย 

ซึ่งการทำงานต่อจากนี้จะได้ทำงานร่วมกับ คณะกรรมการพิจารณาทบทวนการบริหารจัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ และกำหนดแนวทางแก้ไขให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ตามพ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ.2544 ซึ่งมี นพ.เสรี ตู้จินดา เป็นประธาน ​ใน 3 ประเด็น คือ 1. ขอบเขตคำว่าสุขภาพ เพื่อให้เกิดความพอดีไม่ให้เกิดข้อถกเถียงทางวิชาการ 2 .งบประมาณ และ3. ธรรมาภิบาลเพื่อไม่ให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน โดยจะต้องทำงานร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขต่อไป

ดร.ทพ.สุปรีดา กล่าวอีกว่า การชี้แจงในครั้งนี้ ได้ชี้แจงต่อ ศอ.ตช.​ ไปแล้ว ส่วนข้อมูลแนวทางการแก้ไขการทำงาน สสส.ได้เตรียมไว้แล้ว และ ศอ.ตช.​ได้ให้นำไปคุยต่อกับคณะกรรมการฯของ สธ. โดยจะลงในรายละเอียดต่อไป เบื้องต้น แนวทางการปรับปรุงที่ได้ทำไว้ ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ทั้งหมด แต่ยกตัวอย่าง​ เรื่องธรรมาภิบาล ที่ผ่านมาได้​เพิ่มกรรมการด้านธรรมาภิบาลในองค์กรมากว่า 1 ปี เช่นให้องค์กรต่อต้านคอรัปชั่นเข้ามามีส่วนร่วมและ​สัญญาคุณธรรม โดยให้สสส. เป็นองค์กรนำร่อง เป็นต้น 

อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์ขอบเขตของสุขภาพ จะเป็นไปตาม วัตถุประสงค์ของ พ.ร.บ. 6 ข้อ ​ที่ได้พูดถึงการสร้างเสริมสุขภาพ ซึ่ง​กฎหมายได้กำหนดให้สำนักงานฯ ทำแผนการดำเนินการ โดยแปลงงานที่จะต้องทำ โดย สสส. เอาภาระโรคของประเทศไทย ที่เป็นปัจจัยเสี่ยงลำดับต้นๆ มาวิเคราะห์ทางวิชาการเพื่อนำมาทำเป็นแผนการทำงาน ซึ่งมีทั้งประเด็นเล็ก และประเด็นใหญ่ ในสัดส่วนงบประมาณที่ไม่เท่ากัน ส่วนกลุ่มองค์กรที่จะเข้ามาทำงานก็จำเป็นเลือกผู้ที่จะเข้ามาทำงาน 14 แผนของ สสส. มีหลักคิด หลักวิชาการ ในการทำงานรองรับ

"การเข้าชี้แจงต่อศอ.ตช. ​โดยรวมได้​คุยกันแค่ 3 ประเด็นที่สังคมยังสงสัยในเรื่องการบริหารจัดการ และให้ สธ. กำหนดการจัดการให้สมดุล ไม่ได้ผูกขาดหรือลงรายละเอียด การแก้กฏหมาย ก็เป็นหนึ่งในวิธีในการแก้ไข เช่น เรื่องส่งงบประมาณคืนแผ่นดิน มีการถกเถียงในที่ประชุมในประเด็นดังกล่าว ซึ่ง ​พล.อ.ไพบูลย์ พูดชัด ว่า การจัดทำงบประมาณแผ่นดินที่ต้องผ่านสภา ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ แต่ทำอย่างไรให้รัดกุม ทำให้คล่องตัวเหมือนเดิม และไม่ใช่กลับไปเป็นราชการเหมือนเดิมเมื่อถามว่า เรื่องการส่งคืนงบประมาณ ​ไม่ได้เขียนไว้เฉพาะใน พ.ร.บ.ของ สสส. เท่านั้น ​แต่ในเชิงการพัฒนากฏหมายของประเทศไทยและทั่วโลก ก็พบตรงกันว่า ​งานบางอย่างเป็นงานสาธารณะ ที่ไม่สามารถใช้กลไกราชการได้ ต้องมีรูปแบบเปลี่ยนแปลงไป และมีวิวัฒนาการ เพื่อทำให้รัฐวิสาหกิจสมบูรณ์ขึ้น"ดร.ทพ.สุปรีดากล่าว

เมื่อถามถึง กรณีการเปิดเผยรายชื่อมูลนิธิ องค์กร หน่วยงาน ​ที่เป็นกรรมการในบอร์ด และเป็นผู้รับทุน ดร.ทพ.สุปรีดา กล่าวว่า เรื่องธรรมาภิบาล จะเป็นเรื่องที่ถกเถียงในวงของสธ. แต่เบื้องต้นขอชี้แจงว่า ในเรื่องกรรมการได้มีการออกแบบไว้ ก่อนจะเกิดพรบ.สสส. โดยกรรมการแต่ละท่านมาจากกระทรวง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในด้านสุขภาพ ซึ่งจงใจให้สามารถทำงานให้เกี่ยวข้อง เชื่อมโยงกัน อีกทั้งจะเห็นว่า มูลนิธิ​ กลุ่มองค์กรสาธารณะประโยชน์ ถูกมองในแง่ร้ายเกินจริง ซึ่งตามกฎหมาย บอร์ดออกแบบให้คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามาอยู่ในบอร์ด เข้ามาทำงานร่วมคิดตัดสินใจ ซึ่งกลุ่มองค์กรสาธารณะประโยชน์ ไม่ได้มีหุ้นส่วนเพื่อหากำไรแต่อย่างใด ซึ่งตามกฎหมายถ้าเป็นองค์กรที่ไม่แสวงหากำไรทางธุรกิจก็สามารถเป็นบอร์ดได้ และหากองค์กรที่มีคณะกรรมการบอร์ดสสส.เป็นกรรมการอยู่ด้วย แต่องค์กรนั้นไม่ได้แสวงหาผลกำไรทางธุรกิจก็สามารถรับทุนจากสสส.ได้

“ที่ผ่านมา สสส. ทำถูกต้องตามระเบียบ ซึ่งชื่อที่ถูกพูดถึงในเรื่องผลประโยชน์​ทับซ้อน อาจทำให้บุคคลนั้น เกิดความเสียหายได้ จำเป็นต้องพิจารณาว่า องค์กรเหล่านี้ มักเชิญให้คนดี คนเด่น คนดัง ไปเป็นประธาน กรรมการ มูลนิธิต่างๆ แต่ไม่ได้เป็นเจ้าของ หรือ มีส่วนได้ส่วนเสีย​ ต้องเห็นใจนักทำงานทางสังคม ผู้ที่จะเลือกด้านสังคม ไม่มั่นคง ไม่ร่ำรวย ซึ่งการปรากฏชื่อในมูลนิธิรับทุน ทำให้สังคมเคลือบแคลง แต่อยากให้สังคมทำความเข้าใจในเรื่องดังกล่าวด้วย”ดร.ทพ.สุปรีดากล่าว

ดร.ทพ.สุปรีดา กล่าวด้วยว่า สำหรับประเด็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน กองทุน สสส. ได้มีการศึกษาออกแบบให้เป็น​การสร้างเสริมสุขภาพแนวใหม่ ซึ่งตามหลักสากลได้วางแผนเรื่องความสัมพันธ์ต้องห้ามตามหลักสากล คือ ห้ามการมีผลประโยชน์ทางธุรกิจ โดย สสส.ได้พัฒนาการจัดการไว้แล้ว เช่น มาตรฐานจรรยาบรรณของกรรมการ เป็นต้น โดยในกฎหมายไม่ได้ห้ามหน่วยงาน องค์กรที่ทำเพื่อสาธารณะ และไม่ได้แสวงหากำไรทางธุรกิจเข้ามาเป็นบอร์ดแต่อย่างใด

​​​ เมื่อถามว่า กรณีมีการเปิดเผยชื่อผู้ทรงคุณวุฒิในบอร์ด สสส.​ ว่า เป็นผู้รับทุนด้วย นั้น ดร.ทพ.สุปรีดา กล่าวว่า ไม่อยากลงรายละเอียดแต่ละโครงการ แต่ภาพรวม สสส. มีการกำหนดเกณฑ์เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนไว้อย่างเข้มงวด ซึ่งในที่ประชุม ศอ.ตช. สสส. ได้ทำเป็นตารางชี้แจงทั้งหมดไว้แล้ว

“ความไม่เข้าใจในประเด็นการทำงานของทั้งหมด ส่วนหนึ่งเป็นการเข้าใจคลาดเคลื่อน ของผู้ตรวจสอบที่ยังไม่ได้สอบทานกับผู้ถูกตรวจสอบ และมีการออกสื่อไปก่อน ทำให้เกิดความเสื่อมเสียชื่อเสียง เจ้าหน้าที่ สสส.​ และภาคี รู้สึก อกไหม้ ไส้ขม และถูกทำให้เกิดความเสียหาย ซึ่งระหว่างนี้ สสส. ยังอยู่ระหว่างกระบวนการชี้แจงกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงขอไม่ลงรายละเอียดที่ละประเด็น หรือ ที่ละโครการ ซึ่งทั้งหมดมีข้อมูลสามารถอธิบายได้ แต่ขออธิบายกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อน”ดร.ทพ.สุปรีดา กล่าว