"เสรี"เผยข้อบังคับประชุมสปท.ออกแบบให้มีกก.ประสานงานทุกหน่วยงานรัฐ-เอกชน หวังดันแนวทางปฏิรูปประเทศให้ไปทิศทางเดียวกัน
นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างข้อบังคับการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ในสภาสปท.เปิดเผยว่าขณะนี้การยกร่างข้อบังคับการประชุมสปท.ใกล้แล้วเสร็จแล้ว เหลือเพียงรอการประชุมแม่น้ำ 5 สายที่ประกอบด้วยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) , คณะรัฐมนตรี (ครม.), สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.), สปท.และคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ในวันที่ 28 ต.ค. นี้อีกครั้ง ว่าจะมีข้อเสนอแนะต่องานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเพิ่มเติมจากที่เคยให้แนวทางไปแล้วก่อนหน้านี้หรือไม่ ส่วนสาระสำคัญของข้อบังคับการประชุม ที่จะกำหนด
อาทิ แนวทางขับเคลื่อนการปฏิรูป จะมี 3 ส่วน คือ นำแผนปฏิรูปที่อดีตสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ได้ทำไว้ , ขับเคลื่อนงานปฏิรูปให้เกิดผลสำเร็จ , สร้างแนวทางหรือประเด็นปฏิรูปประเทศเพิ่มเติม ขณะที่กำหนดจำนวนคณะกรรมาธิการสามัญ เบื้องต้นจะมีจำนวน 14-15 คณะ โดยแบ่งเป็นตามภาระกิจงานปฏิรูป 11 ด้าน ที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 และภาระกิจพิเศษตามที่สมาชิกสปท. หารือ เช่น กมธ.ว่าด้วยการกีฬา, กมธ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต, กมธ.ว่าด้วยความปรองดอง และตั้งคณะกรรมการประสานงานหน่วยงานภายนอกสภาสปท. เช่น คสช.,ครม., หน่วยงานภาครัฐ, หน่วยงานภาคเอกชน และองค์กรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ร่วมขับเคลื่อนงานปฏิรูปประเทศไปในทิศทางเดียวกันคล้ายกับสร้างแรงกระเพื่อมให้กับทุกภาคส่วนนำไปสู่เป้าหมายตามภาระกิจที่กำหนดไว้ และความสำคัญที่สุด คือ หากการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ทำเฉพาะในสภาปฏิรูปฯ และส่งต่อไปยังรัฐบาลหรือคสช. อาจไม่เกิดประโยชน์เท่าที่ควร
นายเสรี กล่าวด้วยว่า การขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศระยะต่อไปสิ่งที่ยากที่สุด คือ การให้ทุกฝ่ายยอมร่วมมือดำเนินตามแผนงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เบื้องต้นในการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะกำหนดเป้าหมายหรือภาระกิจของงานให้ดำเนินการ เพื่อให้หน่วยงานระดับปฏิบัติการ กรม ไล่ระดับจนถึงระดับกระทรวง ต้องสร้างแนวทางปฏิรูปหน่วยงานหรือภายในองค์กร ขณะที่ในส่วนของฝ่ายการเมือง ยอมรับว่าอดีตนักการเมืองที่ร่วมเป็นกมธ.ยกร่างข้อบังคับการประชุม อาทิ นายสุชน ชาลีเครือ, นายวิทยา แก้วภราดัย, นายนิกร จำนง ล้วนเสนอแนวทางขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เป็นประโยชน์และเสนอแนวทางการทำงานที่ให้รูปธรรม ทั้งนี้เชื่อว่าเมื่อฝ่ายการเมืองให้ความร่วมมือ และสนับสนุนงานปฏิรูปประเทศ รวมถึงให้การยอมรับกับ คสช. โอกาสของการปฏิรูปประเทศจะมีทิศทางที่ดี





