นายกฯแจง ร่วมทีพีพี ต้องศึกษาผลดีผลเสียรอบด้าน สั่งคุมเข้มการใช้งบกลาง หวั่นไม่เหลือลงทุน
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ชี้แจงถึงข้อดีข้อเสียการเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก(ทีพีพี) ในฐานะนายกรัฐมนตรี ยืนยันว่าไม่ได้ปิดกั้น เพราะวันหน้าอาจต้องเข้าร่วม ยังมีเวลาจนถึงปี 2560 โดยระยะแรกก็มีการสมัครเข้าไป ซึ่งในบรรดาประเทศที่เข้าร่วม ต่างมีหลายประเด็นที่ไม่รับทั้งหมด เรื่องนี้เราไม่ควรรีบร้อน เพราะต้องรอดูรายละเอียดเพิ่มเติม เช่น การค้า อุตสาหกรรม โดยต้องพิจารณาผลเสียด้วย ซึ่งข้อดีและข้อเสียค่อนข้างซับซ้อน อาทิ ข้อตกลงต่างๆ อย่างก็ตาม ประเทศต้องได้ผลดีมากกว่าผลเสีย เพราะถือว่าดีในอนาคต
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า วันนี้รัฐบาลมีหลายมาตรการด้านเศรษฐกิจ ซึ่งต้องดูเศรษฐกิจของโลก ภูมิภาค และประเทศไทย วันนี้โลกมีการเปลี่ยนแปลง ไทยต้องดูบทบาทของตัวเองว่าจะทำอย่างไร หากไม่ร่วมมือกับใครเลยคงไม่ได้ ขณะเดียวกันหากเข้ากับบางประเทศ ก็อาจจะเสียบางกลุ่มไปหรือไม่ ยังไม่ทราบ ดังนั้นจำเป็นต้องศึกษารอบด้าน อย่าคิดแต่แง่ดีโดยไม่มองผลเสีย เชื่อว่าไม่มีอะไรที่จะได้มาทั้งหมด แต่เราต้องได้มากกว่าเสีย อย่างไรก็ตามการเจรจากับประเทศวันนี้ได้มีการปรับใหม่ทั้งหมด ซึ่งต่อไปจะต้องมีการปรับปรุงเรื่องงบประมาณ โดยงบประจำและงบกลางต้องมีความชัดเจนขึ้น และได้มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดูว่าจะใช้จ้างงบประมาณปี 2559 ให้มีประสิทธิภาพได้อย่างไร ซึ่งงบประมาณต้องไม่มีความซ้ำซ้อนและต้องได้ประโยชน์ เพราะถ้าไม่อย่างนั้นจะไม่เหลืองบกลางในการลงทุน
"รัฐบาลนี้ทำมากกว่ารัฐบาลก่อนด้วยซ้ำ ผมไม่ได้กล่าวอ้างว่ารัฐบาลไหน แต่ทำมากกว่ารัฐบาลปกติอีก ไม่อย่างนั้นจะแก้ปัญหาอะไรไม่ได้ ดังนั้นสื่อต้องสร้างการรับรู้ใหม่ให้กับสังคม คนไทย ถ้าอยากมีประเทศชาติที่ปลอดภัย ในชีวิตและทรัพย์สิน มีความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจหรือเปล่า หรือจะเอาแบบนี้ที่ประเทศไทยมีรายได้ 2 ล้านล้านบาท อยู่อย่างนี้แล้วใช้จ่ายปีละ 2.7 ล้านล้าน ตั้งงบขาดดุลไปเรื่อยๆ ขณะเดียวกันหนี้สินก็พอกพูน การลงทุนที่ชัดเจนเรื่องโครงสร้างพื้นฐานก็ไม่เกิดแล้ว จะเอารายได้ที่ไหนมาพัฒนาประเทศ มาดูแลคนที่ลำบาก วันนี้ทุกคนเรียกร้อง จะเอาเงินที่ไหนเงินมีเท่านี้หนี้เก่าก็มี หนี้ใหม่ก็ต้องทำ เพราะต้องลงทุนเพื่อก่อให้เกิดรายได้ ส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้มีอย่างเดียวคือการช่วยเหลือ ซึ่งแก้ไม่ได้ ประชาชนเดือดร้อนก็ต้องแก้ไป แต่จะทำอย่างไร สร้างความเข้มแข็งไปด้วย ไม่ใช่ให้อย่างเดียว" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว





