วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

กรธ.ผุดมาตราว่าด้วยข้อจำกัดการใช้เสรีภาพ ยกกระทบศก.

"กรธ."ผุดมาตราว่าด้วยข้อจำกัดการใช้เสรีภาพ ยกปมผลกระทบทางเศรษฐกิจ เป็นข้อห้ามการกระทำประเด็นแรก "อมร"แจงเพราะผลเสียหายทางศก. วัดผลได้

นายอมร วานิชวิวัฒน์ โฆษกกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เปิดเผยผลการประชุมกรธ. วาระพิจารณาเนื่อหาร่างรายมาตรา 25 - 32 ในหมวดว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพปวงชนชาวไทย ว่า หลังจากที่ในหมวดดังกล่าวได้วางหลักการเกี่ยวกับการใช้สิทธิ เสรีภาพที่ต้องไม่ละเมิดเงื่อนไข 3 ข้อ ได้แก่ กระทบต่อความมั่นคง, ก่อให้เกิดความไม่สงบในสังคมและละเมิด สิทธิ เสรีภาพของบุคคลอื่นแล้ว ในการพิจารณาของกรธ.ได้วางหลักในเรื่องการจำกัดการใช้สิทธิและเสรีภาพที่อาจกระทำได้โดยบทบัญญัติแห่งกฎหมายเพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะหรือเพื่อจัดทำบริการสาธารณะ หรือเมื่อมีการกระทำที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจ เพื่อให้เกิดความชัดเจนว่าประเด็นใดบ้างที่เป็นข้อห้ามที่ประชาชนไม่สามารถใช้สิทธิ และเสรีภาพได้

ส่วนกรณีที่ที่ประชุมยกประเด็นเศรษฐกิจขึ้นมาบัญญัติในร่างรัฐธรรมนูญ เพราะเห็นว่าผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจจากการกระทำที่ผ่านมานั้นสามารถวัดผลได้ แต่ในการพิจารณาไม่ได้ลงรายละเอียดถึงขั้นการชุมนุมของคู่ขัดแย้งในฝ่ายใด ขณะที่การพิจารณาเนื้อหาที่อาจเป็นข้อจำกัดการใช้สิทธิ และเสรีภาพในประเด็นอื่นๆ นั้น ที่ประชุมยังไม่ได้พิจารณา ส่วนเหตุผลสำคัญที่ต้องเขียนข้อจำกัดการใช้สิทธิ เสรีภาพไว้ในร่างรัฐธรรมนูญเพื่อให้เกิดความชัดเจนเท่านั้น 

นายอมร กล่าวด้วยว่า ที่ประชุมยังได้พิจารณาเนื้อหาในหมวด 4 ว่าด้วยหน้าที่และความรับผิดชอบของปวงชนชาวไทย โดยมีสาระสำคัญเพื่อวางหลักการในเรื่องหน้าที่และความรับผิดชอบองบุคคลตามความถูกต้อง ชอบธรรม อาทิ การต่อต้านการทุจริต และประพฤติมิชอบในทุกรูปแบบ ทั้งนี้ยอมรับว่ากรณีที่เขียนให้ร่างรัฐธรรมนูญมีบทบัญญัติหน้าที่และความรับผิดชอบนั้น ตามหลักการบุคคลที่มีหน้าที่ต้องดำเนินไปพร้อมกับความรับผิดชอบที่ควบคู่กัน แต่ไม่ได้หมายความว่าที่ผ่านมาคนไทยไม่มีความรับผิดชอบ 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในประเด็นว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย ที่กรธ.ได้พิจารณาไปแล้วเป็นเบื้องต้น โดยหลักการใหญ่ได้คงสาระสำคัญที่เดิมเขียนไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ ของอดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ อาทิ บทบัญญัติของการบังคับใช้กฎหมายที่ต้องไม่มุ่งบังคับใช้แก่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง , มีบทบัญญัติห้ามเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมแก่บุคคลใดไม่ว่าด้วยเหตุผลใดๆ , สิทธิในกระบวนการยุติธรรมในคดีอาญา จะปฏิบัติต่อบุคคลเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดไม่ได้ จนกว่าจะมีคำพิพากษา

รวมถึงบุคคลจะถูกบังคับเพื่อให้การที่เป็นปฏิปักษ์ต่อตนเองไม่ได้, เสรีภาพในการนับถือศาสนา หรือการประกอบพิธีกรรมตามหลักศาสนา ต้องไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมของประชาชนและต้องไม่เป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อหน้าที่ปวงชนชาวไทย อย่างไรก็ตามร่างบทบัญญัติที่พิจารณาผ่านไปแล้วนั้น ที่ประชุมกรธ.สามารถยกมาพิจารณาหรือทบทวนได้ภายหลังจากที่ผ่านพิจารณาไปแล้ว ดังนั้นในเนื้อหายังไม่ใช่เป็นข้อสรุปที่ยุติสุดท้ายแล้ว