วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

จี้สกศ.ต้องเป็นมันสมองให้'ศธ.'

"นพ.ธีระเกียรติ" จี้ สกศ.ปรับบทบาทใหม่ เป็นมันสมองของ ศธ. เตรียมฉกตัวนักวิชาการรุ่นใหม่ ของ สกศ. 10 คนมาร่วมทำงานปฏิรูปการศึกษา

เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม ที่สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวภายหลังประชุมและมอบนโยบายแก่ ดร.กมล รอดคล้าย เลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) นายพิษณุ ตุลสุข รองเลขาธิการ สกศ.และผู้บริหาร สกศ. ว่า ตนอยากให้ สกศ.เป็นหน่วยงานที่มีความเข็มแข็งและเป็นกำลังหลักในการกำหนด นโยบายด้านการศึกษาเหมือนสมัยอดีต โดย สกศ.จะต้องปรับบทบาทให้เป็นมันสมองของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ให้ได้ ซึ่งที่สำคัญจะต้องเป็นที่พึ่งของทุกหน่วยงานในเรื่องการศึกษาทั้งการให้ข้อเสนอแนะและความเห็น โดยเฉพาะการเป็นที่ปรึกษาให้คำแนะนำด้านต่างๆ เช่น หากโรงเรียนมีความต้องการพัฒนาคุณภาพสถานศึกษาแต่ไม่รู้ว่าจะต้องเดินหน้าพัฒนาจากจุดไหนก่อน สกศ.จะต้องมีหน้าที่จัดส่งทีมงานลงไปช่วยเหลือให้คำแนะนำข้อมูล เป็นต้นรวมถึงต้องสามารถเสนอแนะบทบาทของรัฐบาลในการสนับสนุนการจัดการศึกษา หรือแม้กระทั่งวิธีการประเมินคุณภาพสถานศึกษาทั้งภายในและภายนอกของหน่วยงานต่างๆ ที่ดำเนินการอยู่ในเวลานี้ซึ่งตนค่อนข้างไม่เห็นด้วยกับแนวทางการประเมิน ก็อยากให้ สกศ. เข้ามาช่วยวางมาตรฐานการวิเคราะห์และประเมินคุณภาพการศึกษาด้วย

“สภาการศึกษาในอดีตที่เริ่มก่อตั้งปี 2502 เป็นยุคที่มีความรุ่งเรื่องและยิ่งใหญ่เป็นอย่างมาก แต่จากนั้นการทำงานก็มีขึ้นมีลงตามลำดับ ซึ่งในยุคนี้ผมอยากเห็นการทำงานของ สกศ.มีบทบาทในการกำหนดนโยบายการศึกษา เป็นที่พึ่งของกระทรวงอย่างแท้จริง และทุกนโยบายที่ออกมาจะต้องเป็นที่ตื่นเต้นและดีเยี่ยมให้ได้ ทั้งนี้ ผมมองว่าคนรุ่นใหม่จะเป็นกำลังสำคัญในการทำงานซึ่งผมได้แอบสำรวจบุคลากรใน สกศ.พบว่า มีนักวิชาการรุ่นใหม่ก็จะดึงตัวนักวิชาการเหล่านั้นมาร่วมทีมทำงานกับผม เพื่อช่วยกันขับเคลื่อนงานปฎิรูปการศึกษาให้ประสบผลสำเร็จ ส่วนผู้ใหญ่ก็จะขอให้ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงและคอยสนับสนุน เพราะผมเชื่อว่านักวิชาการรุ่นใหม่จะเป็นผู้นำการศึกษาในอนาคต” รมช.ศึกษาธิการ กล่าว

นพ.ธีระเกียรติ กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกัน ที่ผ่านมาเราถูกมองว่าลงทุนงบประมาณด้านการศึกษามากถึงแต่คุณภาพการศึกษากลับไม่เป็นที่น่าพอใจ ซึ่งอยากให้ สกศ.ช่วยวิเคราะห์จุดนี้ด้วย เพราะเมื่อตนเข้ามาทำงานจึงได้เห็นชัดเจนว่าเป็นความเข้าใจผิด เพราะความจริงการลงทุนงบประมาณด้านการศึกษา ในวงเงินที่ได้รับ 500,000 กว่าล้านบาทนั้น แบ่งเป็นงบของสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) 300,000 กว่าล้านบาท และอีก 170,000 ล้านบาทเป็นของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ซึ่งเท่ากับว่าเฉพาะงบลงทุนด้านการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่ได้สูงมาก และที่ผ่านมาการจัดการศึกษาและการทดสอบวัดระดับความรู้ของเด็กไทยก็ไม่ได้เลวร้ายแต่อย่างใด ดังนั้น จึงอยากให้ สกศ.เข้ามาช่วยสร้างความเข้าใจใหม่แก่สังคมด้วย