วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'สุริยะใส'แนะถกแม่น้ำ5สายเลือกปฏิรูปก่อน-หลัง

“สุริยะใส” ชี้ใช้เวทีแม่น้ำ5สาย ถกเลือกประเด็นปฏิรูปก่อน-หลัง ติงคสช.เลิกผลักวาระ สปท.และกรธ. แนะนำเนื้อหา37วาระเดิมถกต่อยอดสู่การปฏิบัติ

นายสุริยะใส กตะศิลา รองคณบดีฯ วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต และ ผอ.สถาบันปฏิรูปประเทศไทย (สปท.) กล่าวถึงการเตรียมการประชุมแม่น้ำ 5 สาย มีคณะรักษาความสงบแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี สภานิติบัญญัติแห่งชาติ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อหารือการดำเนินงานแต่ละสายในว้นที่ 28 ตุลาคมนี้ว่า ในการประชุม เห็นว่า จะต้องกระชับทิศทางและเนื้อหาของการปฏิรูปที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยเฉพาะจะปฏิรูปเรื่องใดก่อนหรือหลัง นอกจากนี้ต้องมีการจัดลำดับความสำคัญ แล้วคงไม่ต้องทำทุกเรื่องไปพร้อมกัน เพราะเรื่องของการปฏิรูปมีส่วนที่เป็นงานร้อน และงานเย็น แล้วบางเรื่องก็ต้องรอกฎหมาย รอรัฐธรรมนูญ ขณะที่บางเรื่องทำได้โดยฝ่ายบริหารหรือ มติ ครม.

“ เราเห็นแต่สูตรของการทำงาน ไม่ว่าจะเป็น 6+4 6+4 ของ คสช. หรือล่าสุดสูตร 1+1+18 ของ สปท. ก็ล้วนแล้วแต่เป็นกรอบเวลาในการทำงาน แต่ยังไม่เห็นประเด็นเรื่องที่จะปฏิรูปว่า แม่น้ำทั้ง 5 สายจะตกผลึกร่วมกันที่เรื่องใดก่อน เพราะถ้าไม่ตกผลึก ไม่จัดลำดับความสำคัญร่วมกัน ก็จะโยนกันไปกันมา นับหนึ่งไม่ได้เสียที สุดท้ายก็ได้แค่รัฐธรรมนูญ แล้วปล่อยให้รัฐบาลหน้ามาเป็นคนปฏิรูป ทำให้คาดหวังได้ยาก ดังนั้นคสช.ในฐานะที่เป็นแม่น้ำสายหลัก ต้องประกาศทิศทางและโรดแม็พการปฏิรูปให้ชัดกว่าที่ผ่านมา ไม่เช่นนั้นจะมีปัญหาเดิมๆ ที่แต่ละสายมีเป้าหมายต่างกัน แต่ไม่เปิดใจ ไม่คุยกันแบบตรงไปตรงมา จนทำให้เสียเวลาไปกว่าปี” นาย สุริยะใส กล่าว

นาย สุริยะใส กล่าวต่อว่า ในขณะนี้มีพิมพ์เขียวปฏิรูป 37 วาระ ที่ สปช.ได้ส่งมอบให้ คสช.กับ ครม.ไว้ก่อนยุติบทบาท ถือเป็นเรื่องดีเท่ากับว่า แม่น้ำทั้ง 5 สาย ไม่ต้องไปเสียเวลานับหนึ่งศึกษากันใหม่ สามารถสังเคราะห์ต่อยอด และลงมือทำให้เห็นผลในทางปฏิบัติได้เลย ดังนั้น คสช. จะผลักภาระปฏิรูปไปอยู่ในมือ สปท.หรือ กรธ.เหมือนช่วงที่ผ่านมาไม่ได้แล้ว เพราะใครๆ ก็รู้ดีว่าอำนาจนำในการกำหนดทิศทางและเนื้อหาปฏิรูปยังอยู่ในมือ คสช.