"นิพิฎฐ์" ย้ำจุดยืนควรบัญญัติ องค์กรอิสระตามรธน.50 เหตุเหมาะสม หลังแก้จุดอ่อน ปี40 ค้านของบ1% หวั่นก้าวก่ายอำนาจ
นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการเข้าพบกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.)ขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ เพื่อเสนอข้อคิดเห็นต่อการร่างรัฐธรรมนูญเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า การบัญญัติเกี่ยวกับองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ 2550 เหมาะสมดีอยู่แล้ว เพราะรัฐธรรมนูญปี 2550 มีการแก้ไขจุดอ่อนขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญปี 2540 มาแล้ว แต่ขอแนะนำว่าควรจะดึงฝ่ายตุลาการออกจากองค์การอิสระออกไปให้มากที่สุด อาทิ การนำเอาฝ่ายตุลาการไปเป็นกรรมการสรรหา เรื่องนี้ต้องระวัง เพราะจะทำให้ถูกวิจารณ์ได้ว่าฝ่ายตุลาการเข้าไปเกี่ยวข้องกับองค์กรอื่นมากจนเกินไป ดังนั้นฝ่ายนิติบัญญัติและบริหารมีความเข้มแข็งแล้ว ควรจะให้ฝ่ายตุลาการออกจากฝ่ายองค์กรอิสระและยึดถือหลักถ่วงดุลซึ่งกันและกันน่าจะดีกว่า
รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงข้อเสนอขององค์กรอิสระที่เสนอแนะ ให้ตัดงบประมาณ 1 เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณแผ่นดินทั้งหมดให้กับองค์กรอิสระว่า เรื่องนี้ต้องมีการกำหนดให้ดี เพราะการใช้งบประมาณต้องเป็นอำนาจของฝ่ายบริหาร โดยอาศัยความยินยอมของฝ่ายนิติบัญญัติ ตามหลักระบอบประชาธิปไตย ไม่มีการเก็บภาษี โดยไม่ได้รับความยินยอมจากตัวแทนของประชาชน และไม่ใช้ภาษีของประชาชน โดยไม่ได้ผ่านความเห็นชอบจากตัวแทนของประชาชน เพราะฉะนั้นถ้าองค์กรอิสระบอกว่าจะของบประมาณ 1 เปอร์เซ็นต์เลยนั้น ตนว่าตรงนี้คงจะก้าวก่ายหน้าที่ซึ่งกันและกัน ดังนั้น องค์กรอิสระมีสิทธิจะเสนอได้ แต่ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติจะเป็นผู้พิจารณาเอง
ผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้าเกิดกรณีที่ฝ่ายบริหารที่เป็นผู้ถูกตรวจสอบกลั่นแกล้งองค์กรอิสระด้วยการตัดงบประมาณ ตรงนี้จะทำอย่างไร นายนิพิฏฐ์กล่าวว่า ถ้ารัฐบาลทำแบบนั้น ประชาชนต้องทำหน้าที่เป็นเกราะกำบังให้องค์กรอิสระหรือฝ่ายตุลาการ
“ประชาชนใหญ่กว่านักการเมืองเยอะ ถ้าประชาชนเห็นว่าฝ่ายบริหารไปแกล้งฝ่ายตุลาการ ส่งผลให้การทำหน้าที่ของทั้ง 3 ฝ่ายไม่มีความอิสระ ประชาชนก็ต้องไม่เลือกเข้าไป รัฐบาลไหนทำอย่างนั้นประชาชนก็อย่าเลือก นี่เป็นจุดเด่นของระบอบประชาธิปไตยที่กำหนดระยะเวลาที่ตัวแทนของประชาชนจะทำงานไว้ชัดเจน ประชาชนก็ต้องใช้จุดนี้ให้เป็นประโยชน์ถ้าเห็นว่าใครไม่ดีก็อย่าเลือกเข้ามาอีก"
รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงข้อเสนอของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ที่เสนอให้มีศาลเลือกตั้งว่า ตนเห็นด้วยและกกต.เองก็ควรจะให้มีอำนาจให้ใบเหลือง ใบแดงกับผู้สมัครลงเลือกตั้งได้ก่อนการรับรองผลการเลือกตั้งภายใน 30 วัน หากพบว่าผู้นั้นส่อมีการทุจริตจริง เพราะว่าไม่ควรจะปล่อยให้ผู้ที่ทุจริตเข้าไปทำหน้าที่ในสภาและไปสอยทีหลัง ส่วนที่กกต.ขออำนาจการยึดทรัพย์กับผู้ที่ทำให้เกิดความเสียหายกับการเลือกตั้งนั้น ตนคิดว่าควรจะให้เป็นอำนาจของศาลเป็นผู้ตัดสินจะดีกว่า เพราะเป็นคดีที่มีความผิดร้ายแรง ยกเว้นกรณีการยึดทรัพย์ในแง่ของภาษี และเป็นกฎหมายพิเศษ
ส่วนกรณีที่กรธ.ตัดสินใจแขวนการพิจารณาเนื้อหาในมาตรา 7 เดิมที่ระบุว่าในกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติใดที่ระบุไว้ก็ให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความนั้น นายนิพิฏฐ์ กล่าวว่า บทบัญญัติเกี่ยวกับเรื่องนี้ควรจะกำหนดไว้เหมือนเดิม บทบัญญัตินี้ถือว่าเป็นเรื่องที่มีการตกผลึกไปแล้ว ไม่ควรจะรื้อขึ้นมาใหม่ หากเกิดปัญหาแบบคราวที่แล้วในช่วงก่อนการยึดอำนาจที่มีการตีความแตกต่างกันโดยฝ่ายหนึ่งอ้างว่าสามารถขอนายกรัฐมนตรีคนนอกได้ แต่อีกฝ่ายก็อ้างว่าไม่มีประเพณีในระบอบประชาธิปไตย ตนคิดว่าวิธีการแก้ปัญหาก็คือต้องเขียนเพิ่มลงไปว่าถ้าตรงไหนเป็นประเพณี ตรงไหนมีการตีความผิดไปจากรัฐธรรมนูญหรือไม่ ควรให้อีกฝ่ายคือฝ่ายตุลาการเข้ามาถ่วงดุล โดยส่งไปที่ศาลรัฐธรรมนูญตีความเลย
“ปัญหาคือ ควรจะต้องให้ส่งไปตีความได้โดยง่าย คราวที่แล้ว พอยุบสภาไปแล้วก็ไม่รู้จะมีใครไปส่งให้ตีความ มันไม่ใช่ช่องที่จะส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญ ตรงนี้ก็เลยเกิดเดดล๊อกขึ้นมา แล้วก็เกิดการยึดอำนาจในเวลาต่อมา” นายนิพิฎฐ์กล่าว





