"อนุกรธ.ศึกษาโครงสร้างบริหาร" เล็งเชิญ"สมบัติ" ให้ข้อมูลเรื่องโครงสร้างบริหาร พร้อมเผยศึกษาข้อมูลที่รอบด้านก่อนส่ง “กรธ.” ดีเบต
นายนรชิต สิงหเสนี กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ฐานะอนุกรรมการศึกษาโครงสร้างฝ่ายบริหาร ในกรธ. เปิดเผยว่า ในการประชุมอนุฯ ที่วางกรอบการศึกษาประเด็นที่เกี่ยวกับการบริหาร เช่น ที่มาของนายกฯ, คุณสมบัติของนายกฯ จะเชิญผู้ที่ได้ศึกษาเกี่ยวกับโครงสร้างที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูล เช่น นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อดีตประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง สภาปฏิรูปแห่งชาติ ทั้งนี้เพื่อประหยัดเวลาการศึกษาข้อมูลของอนุกรรมการฯ อย่างไรก็ตามในแนวทางศึกษาของอนุฯ จะไม่ใช่การหาข้อสรุปเพื่อนำมาเขียนบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ แต่เป็นการทำข้อมูลให้รอบด้าน ทั้งผลดี ผลเสีย และข้อมูลของต่างประเทศที่บังคับ เช่น เมื่อเร็วๆ นี้มีผู้เสนอข้อมูลว่าฝ่ายนิติบัญญัติ ควรแยกจากฝ่ายบริหาร โดยคุณสมบัติของผู้ที่จะมาเป็นรัฐมนตรี ที่ประเทศไทยใช้ระบบให้นายกฯ เลือกรัฐมนตรีในคณะ แต่ของต่างประเทศกลับพบว่าบุคคลที่จะมาเป็นรัฐมนตรีต้องผ่านการทำประชาพิจารณ์หรือถามความเห็นประชาชนก่อน โดยกรณีนี้อาจทำให้แก้ปัญหาเช่น รัฐมนตรีทำผิด หรือการบริหารที่ไม่ถูกต้อง แต่ไม่เคยถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งอย่างไรก็ตามข้อเสนอทั้งหมดที่ได้ศึกษาจะรวบรวมให้ที่ประชุมกรธ. พิจารณาเพื่อนำข้อมูลถกเถียงและแลกเปลี่ยนความเห็น (ดีเบต)ให้ได้ข้อสรุปอีกครั้ง
ด้านนายเธียรชัย ณ นคร กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ฐานะอนุกรรมการศึกษาโครงสร้างฝ่ายบริหาร กล่าวด้วยว่า สำหรับโครการสร้างการบริหารที่จะเกี่ยวกับการดำเนินนโยบายของรัฐ ที่ประชุมยังไม่ได้หารือ ส่วนกรณีการตรวจสอบนโยบายพรรคการเมืองหรือรัฐบาลที่ต้องกำหนดกลไกตรวจสอบตามที่มาตรา 35 ของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 กำหนดไว้นั้น เบื้องต้นได้หารือแล้วแต่ยังไม่ได้จุดลงตัว ทั้งนี้มีข้อเสนอที่หลากหลาย จากองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ที่อาสาเข้ามาทำหน้าที่ แต่หากพิจารณาจากปัญหาที่เคยเกิดขึ้นจะเห็นข้อมูลว่ากลุ่มธุรกิจเสนอให้มีการเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับการทำนโยบายขอพรรคการเมือง เช่น ต้นทุน ที่มาของเงิน การกู้ยืมเงิน หรือใช้หนี้ด้วย ดังนั้นเป็นสิ่งที่ตนมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่จะต้องร่วมหารือกันว่าทำได้หรือไม่
“ส่วนตัวผมมองว่าการดำเนินนโยบายที่เกี่ยวกับการกระตุ้นเศรษฐกิจ เป็นสิ่งที่พูดลำบาก ว่าจะประเมินก่อนได้หรือไม่ แต่อาจมีระบบควบคุมการใช้จ่ายเงินอย่างสมเหตุสมผลและมีมาตรการตรวจสอบ ทั้งเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น, การทุจริตในขั้นตอนต่างๆ รวมถึงการดำเนินงานที่ต้องประสบความสำเร็จด้วย เช่น หากมองการบริหารประเทศในมิติของการบริหารองค์กร ควรต้องมีแผน ซึ่งบ้านเรามีทั้งแผนแนวนโยบายพื้นฐาน มีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แต่ทำไมเรายังไปไม่ถึงตรงนั้น ดังนั้นหากเราคิดว่าควรมีกลไกหรือกติกาขึ้นมา ต้องชั่งน้ำหนักด้วยว่าระหว่างการบริหารที่มีหลักเกณฑ์ มีทิศทาง หรือเป็นไปอย่างอิสระ แต่สิ่งที่ผ่านเห็นชัดว่าการบริหารยังมีปัญหา เพราะพรรคการเมืองจะหาเสียงก็เฉพาะฤดูกาลเลือกตั้งเท่านั้น แต่การทำแนวนโยบายของรัฐ จำเป็นต้องเป็นทิศทาง เป็นแผนพัฒนาที่ตอบโจทย์กับประโยชน์สังคม แต่การเขียนบทบัญญัติรัฐธรรมนูญนั้นคงเขียนบังคับไม่ได้ เพราะเขียนได้เฉพาะหลักการ” นายเธียรชัย กล่าว
นายเธียรชัย กล่าวตามความเห็นส่วนตัวว่า การบริหารประเทศต้องกำหนดเป้าหมายชัดเจน ในประเด็นที่เป็นประโยชน์ของประเทศ ความมั่นคงของประเทศ และความผาสุขของประชาชน เช่น กรณีความผาสุขของประเทศ จะหมายถึง คนไทยต้องได้รับการศึกษาที่ดี จบการศึกษาแล้วมีงานทำ มีรายได้มีเพียงพอต่อการเลี้ยงชีพตนเองและครอบครัว มีสวัสดิการสังคมที่ดี เมื่อเกษียณอายุจากการทำงานต้องมีระบบสวัสดิการรองรับที่ดี ทั้งด้านสาธารณสุข และด้านปกติ ฐานะการเงินของคนไทยเมื่อเทียบกับต่างประเทศแล้วไม่จน เมื่อคิดแค่นี้พรรคการเมืองจะออกแบบอย่างไร ซึ่งตนคาดว่าเมื่อกำหนดดังกล่าวจะทำให้พรรคการเมืองต้องพัฒนาตัวเอง





