กสม.จ่อทำหนังสือถึง"ผู้ว่าฯกทม.-มหาดไทย" ปมรื้อแผงค้าสะพานเหล็ก-สะพานหัน ชี้เป็นเรื่องสิทธิชุมชนยึดกม.อย่างเดียวไม่ได้
คณะอนุกรรมการด้านสิทธิชุมชนที่มีน.พ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กรรมการสิทธิ เป็นประธานได้มีการประชุมหารือกรณีผู้ค้าย่านสะพานเหล็ก และสะพานหันร้องเรียนกรุงเทพมหานคร ( กทม.) จะทำการรื้อถอนร้านค้าโดยไม่ชอบ โดยได้มีการเชิญตัวแทนผู้ค้า กรุงเทพมหานคร และกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมหารือ ซึ่งในส่วนของกทม. มีนายวัลลภ สุวรรณดี ประธานที่ปรึกษาผู้ว่ากทม.และพล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ที่ปรึกษาผู้ว่ากทม. รวมถึงผู้อำนวยการเขตสัมพันธ์วงศ์ เขตพระนคร มาชี้แจง ทั้งนี้ตัวแทนผู้ค้าตั้งข้อสังเกตว่าการเร่งรื้อถอนของกทม.มีวาระซ่อนเร้นที่น่าจะเกี่ยวข้องกับการที่บริษัททีซีซี เวิ้งนครเขษม เจ้าของตึกแถวย่านดังกล่าวต้องการให้พื้นที่ดังกล่าวไม่มีการตั้งแผงค้าจึงมีการกดดันไปยังกทม.ให้มีคำสั่งรื้อถอน อีกทั้งเหตุใดในสมัยแรกของการดำรงตำแหน่งผู้ว่ากทม.ของม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร จึงไม่นโยบายรื้อถอน ถ้าจะอ้างว่ามีคำสั่งศาลให้รื้อถอนนานแล้ว แต่กลับมาดำเนินการในวาระที่ 2 และที่อ้างว่าผู้ค้าบุกรุกค้าขายฟรีก็ไม่จริงเพราะมีหลักฐานเป็นใบเสร็จจ่ายค่าส่วนกลาง และค่าบำรุงให้กับสำนักงานกิจการตลาด ของสำนักงานเขต ขณะที่ระยะเวลาที่ให้กับผู้ค้าในการรื้อถอนภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ 28 ก.ย. กระชั้นชิดเกินไป กทม.ไม่มีแผนรองรับว่าจะให้ผู้ค้าย้ายไปขายในที่ใดกอนที่จะมีการปักป้ายคำสั่งรื้อถอน รวมถึงทางผู้ค้าได้มีการยื่นอุทธรณ์ประกาศรื้อถอนไปยังสำนักงานเขต และกระทรวงมหาดไทย ซึ่งตามกฎหมายกำหนดให้พิจารณาคำอุทธรณ์แล้วเสร็จใน 60 วัน เหตุใดกทม.จึงไม่รอผลการอุทธรณ์ก่อน ซึ่งในการลงพื้นที่ของผู้ตรวจการแผ่นดินเมื่อวันที่ 14 ต.ค.และมีการแจรจาระหว่างผู้ค้า กับกทม. ทางกทม. รับเงื่อนไขที่จะขยายเวลาในการรื้อถอนออกไปอีก 6 เดือน แต่ภายหลังกลับมีการเสนอข่าวว่าการรื้อถอนจะยังคงต้องดำเนินการตามประกาศคือจะเริ่มเข้ารื้อถอนในวันที่ 20 ต.ค.นี้
อย่างไรก็ตามผู้ค้ายืนยันว่า ที่เคลื่อนไหวไม่ใช่จะไม่ย้าย แต่ต้องการให้ขยายเวลาในการรื้อถอนออกไปอีก 1 ปี เพื่อไม่ให้การรื้อถอนเกิดความเสียหายสินค้า รวมถึงให้มีการเตรียมสถานที่ค้าขายแห่งใหม่ให้เกิดความพร้อมก่อน โดยให้กทม.ประสานในการจัดหาสถานที่ขายแห่งใหม่
ด้านพล.ต.ต.วิชัย ก็ได้ชี้แจงถึงเหตุผลในการรื้อถอนว่า กทม.ไม่มีเจตนาที่จะทำให้ผู้ค้าเดือดร้อน แต่ต้องปฏิบัติตามตามมติครม. มติคณะกรรมการอนุรักษ์เกาะรัตนโกสินทร์ และคำสั่งศาลฎีกา รวมถึงมีชาวบ้านร้องเรียน ยืนยันว่าไม่ใช่กทม.ไม่แจ้งว่าจะรื้อถอน มีการติดประกาศแจ้งมาตั้งแต่ปี 43 ต่อเนื่องมาจนปัจจุบัน และการที่กทม.เข้าปรับภูมิทัศน์ รอบเกาะรัตนโกสินทร์ในช่วงที่ผ่านมาก็จะแจ้งผ่านสื่อทุกครั้งว่าจะมีการรื้อถอนร้านค้าย่านสะพานเหล็ก สะพานหัน มาตลอด เนื่องจากมีการร้องเรียนทั้งในเรื่องการตั้งแผงกีดขวางทางเท้า คับแคบหากเกิดเหตุเพลิงไหม้จะไม่สามารถดับเพลิงได้ มีการรุกล้ำคลองโอ่งอ่างที่ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานจนตื้นเขิน สกปรก เต็มไปด้วยขยะ จนไม่สามารถระบายน้ำ จากพื้นที่กรุงเทพชั้นในออกไปสู่แม่น้ำเจ้าพระยา และไม่สามารถใช้เป็นเส้นทางสัญจรทางน้ำเพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรได้ตามที่นายกรัฐมนตรีมีนโยบาย เพื่อใช้เป็นเส้นทางในการระบายการจราจรติดขัดในกรุงเทพชั้นใน ที่อ้างว่า กทม.มีวาระซ่อนเร้นกับบริษัททีซีซี เวิ้งนครเเขษม ก็ยืนยันว่าไม่มีใครมาสั่งได้ เพราะเป็นการทำงานตามการบังคับบัญชา ยอมรับว่าในวงเจรจากับผู้ตรวจการแผ่นดิน ตนเองได้รับที่จะนำข้อเสนอเรื่องการขอขยายเวลารื้อถอนออกไปอีก 6 เดือนไปหารือกับคณะกรรมการฯ แต่ผู้ค้าต้องเข้าใจว่า คณะกรรมการฯประกอบด้วยผู้แทนหลายฝ่าย ซึ่งเวลานี้ยังไม่ได้รับหนังสือจากผู้ค้าที่ขอขยาย 6 เดือนเลย รวมทั้งประกาศคำสั่งรื้อถอนเมื่อวันที่ 28 ก.ย.ถือเป็นคำสั่งทางปกครองที่กฎหมายกำหนดว่าต้องดำเนินการภายใน 15 วัน ขระนี้ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง กทม.ก็ต้องยึดตามประกาศ คือต้องรื้อถอนในวันที่ 20 ต.ค. ถ้าไม่ดำเนินการก็เข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 จึงอยากให้ผู้ค้าเห็นใจทางกทม.ด้วย
“ที่ผู้ค้ายืนยันข้อเสนอเดิมต้องการขอขยายเวลารื้อถอนออกไปอีก 1 ปี ผมเชื่อว่าถ้าแค่การรื้อถอน 3 วันก็เสร็จ และยินดีให้ผู้ค้ามีส่วนรวมในการเข้ารื้อถอนเพื่อดูแลสินค้าของตนเอง แต่การขอขยายเวลา 1 ปี เป็นการขอขยายเพื่อให้ค้าขายต่อไป และที่ว่ากทม.ไม่มีแผนเรื่องการเตรียมสถานที่ค้าขายให้ใหม่ ก็ไม่จริง เรามีแผนรองรับไว้หมด เตรียมสถานที่ไว้แล้ว ค่าเช่าแผงแค่วันละ 20-50 บาท แถมจะประชาสัมพันธ์ให้ด้วย แต่ยังบอกไม่ได้ ที่กทม.ทำไม่ใช่เพื่อตัวเอง แต่เพื่อประชาชนทุกคน เพราะเมื่อมีการปรับภูมิทัศน์แล้ว พื้นที่บริเวณดังกล่าวนอกจากจะใช้สัญจรแล้วยังจะเป็นที่พักผ่อน และสถานที่ท่องเที่ยว เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตของประชาชน จึงอยากให้ผู้ค้าช่วยกันคืนความสุขให้กับประชาชนส่วนใหญ่ด้วย”
ขณะที่นายบวรศักดิ์ วานิช ผู้อำนวยการสำนักตรวจราชการและเรื่องราวร้องทุกข์ กระทรวงมหาดไทย ได้แจ้งต่อที่ประชุมว่า ขณะนี้คำอุทธรณ์ของผู้ค้าอยู่ในระหว่างการพิจารณาของรมว.มท.คาดว่าภายใน 1-3 วันนี้อาจจะมีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งออกมา
จากนั้นนพ.นิรันดร์ กล่าวสรุปว่า เรื่องดังกล่าวคณะอนุกรรมการฯ เห็นว่าเป็นเรื่องสิทธิชุมชน โดยตลาดสะพานเหล็ก ถือเป็นตลาดชุมชน และจะอ้างมติคณะรัฐมนตรี หรือคำสั่งศาลไม่ได้ เพราะที่ผ่านมาหน่วยงานของรัฐปล่อยปะละเลยให้เกิดปัญหามาเกือบ 20 ปี ดังนั้น เห็นว่า การแก้ปัญหาในเรื่องดังกล่าวภายในวันที่ 20 ต.ค. นี้ คงไม่สามารถทำได้ และเห็นว่าไม่ควรใช้มาตรการทางกฎหมายที่เด็ดขาดในเรื่องดังกล่าว เพราะในเมื่อกทม.มีโครงการจะปรับปรุงพื้นที่ดังกล่าว ก็ไม่ควรทำให้เกิดความเดือดร้อน คณะอนุกรรมการฯจึงมีข้อเสนอว่า ให้กทม.และผู้ค้าหารือกันให้เกิดความชัดเจน โดยไม่มุ่งเป้าไปที่เรื่องกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่ให้ดูสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน รวมทั้งหารือถึงมาตรการรองรับการย้ายออกจากพื้นที่ เพื่อให้ผู้ค้าเกิดความมั่นใจ โดยหลังจากนี้ คณะอนุกรรมการฯจะทำหนังสือไปถึงม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร ผู้ว่าฯกทม. เพื่อพิจารณาเรื่องดังกล่าวให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชนในการปรับปรุงพื้นที่ นอกจากนั้นจะทำหนังสือพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย เพื่อให้พิจารณาคำอุทธรณ์ที่ผู้ค้าได้ยื่นไปแล้ว เพราะเป็นเรื่องที่สำคัญ และอาจจะเป็นเรื่องที่ทำให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงในอนาตได้ จึงอยากให้นำเอาเรื่องของสิทธิชุมนุมไปพิจารณาในเรื่องดังกล่าวด้วย





