วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ทินพันธุ์'แจงออกความเห็นแทนสปท. 200 คนไม่ได้

"ทินพันธุ์"แจงเป็นปธ.ออกความเห็นแทน 200 คนไม่ได้ ชี้สปท.เป็นเหมือนที่ปรึกษาครม. ไม่มีใบสั่ง การปฏิรูปบรรลุผลหรือไม่อยู่ที่ผู้มีอำนาจ

ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ให้สัมภาษณ์ภายหลัง ประชุมร่วมกับส่วนราชการของรัฐสภาเพื่อมอบนโยบายการทำงาน ว่า ตนไม่ใช่นักพูด เป็นคนชอบปิดทองหลังพระอยู่เบื้องหลัง และก่อนหน้านี้ที่ปฏิเสธการให้สัมภาษณ์กับสื่อ เป็นเพราะว่าเมื่อตนเข้ามารับหน้าที่นี้ ตนไม่มีสิทธิแสดงความคิดเห็น คนเป็นประธานไม่สามารถพูดแทน 200 คนได้ว่ามีความคิดอย่างไร และคนที่เป็นประธานไม่มีสิทธิชี้นำใดๆทั้งสิ้น ซึ่งจะต้องวางตัวเป็นกลาง จะพูดได้เพียงมติของที่ประชุมเท่านั้น ดังนั้นความเห็นส่วนตัวจึงไม่ควรพูดในที่สารธารณะ ทั้งนี้การแถลงชี้แจงการทำงานของ สปท. จะทำเดือนละครั้ง หรือในยามที่มีวาระสำคัญ  

ร.อ.ทินพันธุ์ กล่าวอีกว่า การปฏิรูปครั้งนี้จะพยายามปฏิรูปเท่าที่จะทำได้ ถึงแม้ว่าจะสำเร็จเพียงเรื่องเดียว แต่ก็ถือว่าดี แต่ถ้าทำได้หลายสิบเรื่องก็ต้องถือว่าประเสริฐ ซึ่งหากทำสำเร็จก็จะเป็นคุณูปการต่อประเทศได้ หากการปฏิรูปครั้งนี้ไม่สำเร็จ ก็อย่าได้หวังเลยว่าจะมีโอกาสแบบนี้อีก และนี่คือโอกาสสุดท้ายที่ประชาชนคาดหวังมาก โดยตนจะยึดหลักปฏิรูปใคร ต้องปฏิรูปตัวเองก่อน จึงอยากเรียกร้องให้ทุกคนทุกอาชีพปฏิรูปตัวเองด้วย ทำไปพร้อมๆกัน เราจะทำการปฏิรูปคนอื่น โดยเว้นแต่ตัวเองไม่ได้

ต้องเข้าใจก่อนว่า สปท. เป็นสภาวิชาการ เพียงแต่ทำหน้าที่ค้นคว้าวิจัยและเสนอแนะ กล่าวคือเป็นที่ปรึกษาคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไม่ได้มีอำนาจอะไร ดังนั้นจะต้องมีแผนและมาตรการ วิธีการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม สุดท้ายก็ต้องอยู่ที่ผู้มีอำนาจว่าจะเห็นด้วยกับข้อเสนอของ สปท. หรือไม่ ซึ่งอาจจะเห็นด้วยทุกเรื่อง เห็นด้วยบางเรื่อง หรืออาจจะไม่เห็นด้วยเลย ทุกอย่างขึ้นอยู่กับรัฏฐาธิปัจย์ที่มีอำนาจในการตัดสินใจ

"ต้องขอขอบคุณสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่ศึกษาวาระการปฏิรูป 37 เรื่อง เอาไว้โดยการประชุม สปท. ในวันที่ 19-20 ต.ค. ก็จะหารือแนวทางการทำงาน โดยมอบหมายให้นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสปท.คนที่ 1 ในฐานะอดีต สปช. รับผิดชอบแจกจ่ายงานปฏิรูป ส่วนการเปิดศูนย์เรื่องราวร้องทุกข์ ให้ น.ส.วลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธาน สปท. คนที่ 2 รับผิดชอบ พร้อมกับตั้งคณะกรรมาธิการต่างๆ เพื่อนำเรื่องที่ สปช. ได้ทำเอาไว้มาศึกษาอีกครั้ง หากเห็นว่าดีก็จะขับเคลื่อนผลักดันต่อไปจนบรรลุผล เช่น เสนอให้ใช้อำนาจมาตรา 44 ออกคำสั่งเลย หรือเสนอให้ สนช. ร่างกฎหมาย แต่ถ้าหากต้องปรับปรุง ก็จะทำการแก้ไข ถ้าไม่ใช่ ก็ต้องหยุดเอาไว้ หรือถ้าหากเราเห็นเรื่องใหม่ที่เป็นประโยชน์ ก็จะมีการศึกษาเพิ่มเติม" ประธานสปท. กล่าว 

เมื่อถามว่ามีวาระใดที่ต้องเร่งด่วนและสำคัญที่สุด ร.อ.ทินพันธ์ กล่าวว่า ไม่สามารถแสดงความคิดเห็นได้ เพราะยังไม่ได้เห็นงาน และก็มีหน้าที่เป็นประธานเท่านั้น จะต้องมีการปรึกษากับสมาชิกทั้ง 200 คนอีกครั้ง เพื่อหารือลำดับความสำคัญก่อนหลัง จึงจำเป็นต้องอาศัยระบบคณะกรรมาธิการ ใครสนใจเรื่องอะไรก็เข้าไปร่วมกับชุดนั้น ทั้งนี้เรื่องที่มีอยู่ทั้งหมดก็ต้องคำนึงถึงเวลาที่มีอยู่จำกัด ซึ่งสปท. จะไปตัดสินว่าเรื่องนี้ดีเรื่องนี้ไม่ดีล่วงหน้าไม่ได้ จะต้องดูด้วยตัวเอง เพราะทุกเรื่องสำคัญเท่ากันหมด คงไม่อาจให้ความสำคัญระหว่างเพชรกับเม็ดทรายได้ ส่วนการประชุมแม่น้ำ 5 สายในวันที่ 28 ต.ค.นี้ สปท. จะต้องปรึกษากันก่อนว่าจะหารือเรื่องอะไร  

เมื่อถามว่า สปท. มีความหนักใจหรือไม่ หากถูกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สั่งซ้ายหันขวาหัน เพราะมาจากการแต่งตั้งโดยนายกรัฐมนตรี ร.อ.ทินพันธุ์ กล่าวว่า ที่ตนเปลี่ยนอาชีพเป็นอาจารย์ เนื่องจากอาจารย์ที่สอนโรงเรียนเตรียมทหารกล่าวว่าทหารคืออาชีพฆ่าคน ตนจึงออกมาเป็นอาจารย์ มีความเป็นนักวิชาการเต็มตัว ซึ่งจะต้องรักษาหลักการ เพื่อทำงานให้กับส่วนรวม และการทำหน้าที่ต่อรัฐเป็นเรื่องสำคัญ โดยจะต้องใช้สัจธรรมมารับใช้ชาติ ไม่มีใครสามารถสั่งซ้ายหันขวาหัน หรือสั่งให้เชื่อว่า 2 บวก 2 เท่ากับ 3 ไม่ได้     

เมื่อถามว่า สปท. จะมีส่วนร่วมกับกระบวนปราบปรามทุจริตคอรัปชั่นอย่างไร ร.อ.ทินพันธุ์ กกล่าวว่า ตนได้เคยศึกษาเรื่องนี้มานานมาก อีกทั้งเคยเป็นที่ปรึกษาของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี 8 ปีครึ่ง และยังเป็นคนร่างนโยบายกำหนดให้รัฐมนตรีจะต้องชี้แจงทรัพย์สิน จนนกลายเป็นที่มาของการให้ความสำคัญเรื่องนี้    

ส่วนเรื่องการปรองดอง สปท. จะมีการผผลักดันอย่างไรนั้น ร.อ.ทินพันธุ์ กล่าวว่า การปรองดองเป็นเรื่องสำคัญ คงจะต้องมีการสานต่อจากงานที่ สปช. เคยศึกษาเอาไว้ ส่วนจะมีการผลักดันเรื่องนิรโทษกรรมตามคำแนะนำของฝ่ายการเมืองหรือไม่ ร.อ.ทินพันธุ์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบเรื่องนี้ เพราะยังไม่เคยเห็น เนื่องจากตนหายไปจากการเมืองไทยไป 30 ปี โดยเฉพาะ 3 ปีที่ผ่านมา และไม่ได้ติดตามข่าวการเมือง เพราะเป็นเรื่องเครียด 

เมื่อถามว่าทำไมถึงกลับมาทำงานด้านการเมือง ร.อ.ทินพันธุ์ กล่าวว่า เป็นคนมีเกียรติมากๆ จนทำให้ชีวิตลำบาก ยากจนมากๆ อย่างในสมัยที่เป็นรัฐมนตรี บางครั้งยังไม่มีเงินเติมน้ำมัน จนต้องปิดแอร์เปิดกระจก หรือในบางครั้งไม่มีเงินซื้อขนมกลางวันทาน แต่ตนก็ยังยึดมั่นอุดมการณ์ มีความซื่อสัตย์สุจริต และมีความสุขในความลำบาก เมื่อเขาต้องการเรา ตนก็มารับใช้บ้านเมือง แต่ถ้าหากไม่ต้องการ ตนก็ไป