ทนายความ ชี้เรียกค่าเสียหายโครงการจำนำข้าว ใช้วิธีคำสั่งทางปกครองฯ ก็เข้าสู่กระบวนศาลเหมือนกัน
"อาการเต้น"ของ น.ส ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่มอบหมายให้ทนายความไปยื่นหนังสือที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ทำเนียบรัฐบาล ถึงพล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี คัดค้านกรณีที่รัฐบาลจะดำเนินการตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 เรียกค่าเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าว โดยนายกรัฐมนตรี จะเป็นผู้ลงนามในคำสั่งทางปกครอง แล้วแจ้งให้น.ส. ยิ่งลักษณ์ จ่ายเงินค่าเสียหาย ทั้งนี้ น.ส ยิ่งลักษณ์ ได้เรียกร้อง 3 ข้อ คือ 1. พิจารณาทบทวน และยุติการดำเนินการด้วยวิธีการดังกล่าว
2. หากพบความเสียหาย รัฐเองควรให้หน่วยงานของรัฐฟ้องคดีต่อศาล
3. ให้รอการพิจารณาคดีอาญาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในโครงการรับจำนำข้าว
หลายคนอาจสงสัย ว่า"ยิ่งลักษณ์" ทำอย่างนี้ไปเพื่ออะไร
"เจษฎา อนุจารี" ผู้อำนวยการสำนักฝึกอบรมวิชาว่าความแห่งสภาทนายความ ในฐานะนักกฎหมายและทนายความผู้คร่ำหวอด มองว่า การใช้อำนาจทางปกครองของฝ่ายริหารแทนที่ จะใช้วิธีฟ้องศาลตามปกติ นั้น น.ส. ยิ่งลักษณ์ อาจเห็นว่า อาจเกิดกรณีกลั่นแกล้ง รวบรัด ไม่ให้ความเป็นธรรมกับทางเขาได้ เพราะนายกรัฐมนตรี เป็นผู้มีอำนาจฝ่ายบริหาร สามารถสั่งให้หน่วยงานของรัฐในฝ่ายบริหาร เช่น กระทรวงการคลัง ให้ดำเนินการกับ น.ส ยิ่งลักษณ์ ตามที่นายกฯต้องการได้อยู่แล้ว สั่งให้จ่าย 5 แสนล้านบาท ก็ได้ ซึ่ง น.ส ยิ่งลักษณ์ ก็มีสิทธิจะกลัวในเรื่องนี้ เพราะเงินจำนวน 5 แสนล้านบาทนั้นเป็นเงินจำนวนมากถึงกับทำให้หมดตัวได้ ซึ่งต่างจากการฟ้องศาล นายกฯไม่สามารถไปสั่งศาลได้ ขึ้นอยู่กับศาลว่าจะให้ น.ส. ยิ่งลักษณ์ จ่ายค่าเสียหายหรือไม่ หรืออาจไม่ต้องจ่ายถึง 5 แสนล้านบาทก็ได้
"เจษฎา"ยอมรับว่าการใช้วิธีฟ้องศาล มันสง่างามกว่า เนื่องจากกระบวนการของศาลนั้นเปิดเผย ขณะที่การใช้คำสั่งทางปกครองอาจมีการครหาว่ามีการงุบงิบ แต่ที่จริงแล้วการใช้คำสั่งทางปกครอง ก็เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย คือ พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดฯและสุดท้ายก็ต้องเข้าสู่กระบวนการศาลเหมือนกัน เนื่องจากผู้ที่ถูกคำสั่งทางปกครองให้จ่ายเงิน สามารถอุทธรณ์ต่อศาลปกครองได้อยู่แล้ว และที่ผ่านมาคนที่ถูกคำสั่งทางปกครองในลักษณะนี้ ก็จะใช้สิทธินี้ โดยไปร้องต่อศาลปกครองให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ให้จ่ายเงินค่าเสียหาย ไม่มีใครอยู่นิ่งเฉย
"คุณยิ่งลักษณ์ ก็คงเช่นกัน และที่ผ่านมา ผมในฐานะทนายความ ก็เห็นฝ่ายบริหารใช้คำสั่งทางปกครองโดยอาศัย พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดฯ สั่งให้เจ้าหน้าที่รัฐจ่ายค่าเสียหาย ในลักษณะอย่างนี้ หลายคดีซึ่งเป็นเรื่องปกติ และก็ไม่เคยมีใครออกมาโวยวาย เพียงแต่ว่ากรณีคุณยิ่งลักษณ์ เผอิญ มันเกี่ยวกับการเมือง จึงมีอาจมีประเด็นสงสัยว่า มีการกลั่นแกล้งหรือเปล่าเมื่อเลือกใช้วิธีคำสั่งทางปกครองแทนที่จะยื่นฟ้องศาลโดยตรง อย่างไรก็ตามผมเห็นว่าการที่ น.ส. ยิ่งลักษณ์ ทำหนังสือคัดค้านต่อนายกฯ ในเรื่องนี้คงไม่มีประโยชน์อะไร เพราะสุดท้ายเรื่องก็จะต้องเดินไปตามกระบวนการและต้องไปสู้คดีกันในชั้นศาลอยู่ดี แต่เขาคงหวังผลทางการเมืองให้คนมองว่าการที่รัฐบาลใช้วิธีออกคำสั่งทางปกครอง ไม่โปร่งใสเหมือนกับการฟ้องศาล อาจมีการมุบมิบเล่นงานเขาได้ ซึ่งก็อาจทำให้คนเชื่อเช่นนั้นได้"
"เจษฎา"ยังมองถึงการที่รัฐบาลเลือกใช้วิธีออกคำสั่งทางปกครองแทนการยื่นฟ้องศาล ว่า รัฐบาลต้องการประหยัดค่าธรรมเนียมศาล ซึึ่งต้องจ่ายถึง 600 ล้านบาท หากยื่นฟ้องเป็นคดีต่อศาลเนื่องจากทุนทรัพย์ในโครงการจำนำข้าวสูงถึง 500,000 ล้านบาท อีกทั้งการใช้วิธีทางปกครอง ได้ผลรวดเร็วกว่าการฟ้องศาล ที่ต้องว่ากันถึง 3 ศาล ซึ่งต้องใช้เวลานาน
"ส่วนที่ทางยิ่งลักษณ์ ต้องการให้รอคดีโครงการจำนำข้าวในคดีอาญา นั้น ที่จริงแล้วไม่เกี่ยวกัน เนื่องจากความรับผิดทางละเมิดที่เกิดจากความเสียหายในโครงการจำนำข้าวนั้น เป็นเรื่องของการบริหารงานผิดพลาดปล่อยปละละเลยให้เกิดความเสียหายขึ้น จึงไม่เกี่ยวกับคดีอาญาซึ่งเป็นเรื่องของการทุจริต"
เขา ยังอธิบายถึงขั้นตอนทางกฎหมายว่า สุดท้ายหากเรื่องนี้ น.ส ยิ่งลักษณ์ แพ้ในชั้นศาลปกครอง คือศาลปกครอง ไม่สั่งเพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ให้ยิ่งลักษณ์ จ่ายเงิน 500,000 ล้านบาท น.ส. ยิ่งลักษณ์ ก็ต้องถูกบังคับตามคำพิพากษาให้จ่ายเงินจำนวนดังกล่าว หากไม่มีเงินพอจ่าย ก็ต้องถูกยึดทรัพย์ทั้งหมดเท่าที่มี





