สอศ.ตั้งคณะทำงานร่วมอาชีวะรัฐ-เอกชน วางแผนพัฒนาอาชีวะ เผยเตรียมแก้กฎหมายวางอาชีวะจังหวัดเป็นตัวเชื่อม
ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) เปิดเผยความคืบหน้าการโอนภารกิจของอาชีวศึกษาเอกชน ในกำกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) มาอยู่ในกำกับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ว่า ขณะนี้ สอศ.ได้ตั้งคณะทำงานร่วมอาชีวศึกษาภาครัฐและเอกชนโดยมีตนเป็นประธาน ซึ่งคณะทำงานประกอบด้วยผู้แทนอาชีวศึกษาของรัฐและเอกชน เพื่อพัฒนาการจัดการศึกษาอาชีวะ ซึ่งภารกิจหลักคือการร่วมกันประมาณการความต้องการกำลังคนในพื้นที่ การแบ่งภารกิจในการผลิตกำลังคนระหว่างอาชีวศึกษาของรัฐและเอกชน การแลกเปลี่ยนครูอาจารย์ และการใช้อุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือร่วมกัน ทั้งนี้ ตั้งเป้าที่จะร่วมมือกันกำหนดแผนและแบ่งภารกิจในการผลิตกำลังคนให้ ทันการรับนักเรียน นักศึกษา ในปีการศึกษา 2559 ด้วย
นอกจากนี้ ในเรื่องของกฎหมายต่างๆที่เกี่ยวข้อง ก็จะต้องมีการปรับปรุงแก้ไข อาทิ พ.ร.บ.การอาชีวศึกษา พ.ศ.2551และ พ.ร.บ.การศึกษาเอกชน พ.ศ.2550ซึ่งจะต้องมีการปรับโครงสร้าง สอศ. ให้มีหน่วยงานที่จะรองรับการบริหารงานอาชีวศึกษาเอกชนโดยขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาโครงสร้างทั้งในส่วนกลางและภูมิภาคที่จะต้องเชื่อมต่อกันได้ ทั้งนี้ สอศ.จะใช้อาชีวศึกษาจังหวัดเป็นตัวเชื่อม
ดร.ชัยพฤกษ์ กล่าวต่อว่าส่วนที่ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ ได้มอบให้กลับไปจัดทำข้อมูลตัวเลขความต้องการกำลังคนมาเสนอใหม่เนื่องจากข้อมูลไม่ชัดเจนเพียงพอที่กระทรวงศึกษาธิการจะนำมากำหนดแผนในการ ผลิตกำลังคนให้ตรงกับความต้องการของประเทศได้นั้น ขณะนี้ได้มอบให้เลขานุการของทุกกลุ่มสาขาวิชากลับไปดำเนินการแล้ว โดยให้พิจารณาจากองค์ประกอบต่างๆดังนี้ ความต้องการของสถานประกอบการ ความสามารถในการผลิตของอาชีวศึกษาทั้งรัฐและเอกชน และศักยภาพสูงสุดในการผลิตว่าจำนวนเท่าไหร่ โดยให้จำแนกความต้องการทั้งที่เป็นสถานประกอบการขนาดใหญ่ วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) และผู้ประกอบการย่อยด้วยตนเอง
“ได้กำชับให้ทุกกลุ่มสาขาจำแนกความต้องการกำลังคนตามระดับฝีมือตั้งแต่ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ(ปวช.)จนถึงปริญญา ตรี รวมถึงจำแนกความต้องการและแผนในการผลิตเป็นรายปีจนสิ้นสุดแผนในปี 2564 รวมถึงให้จัดทำระบบเก็บรวบรวมข้อมูลที่เป็นมาตรฐานกลางไว้ด้วย”ดร.ชัยพฤกษ์ กล่าวและว่า เร็วๆนี้ สอศ.จะเชิญสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย มาหารือถึงข้อมูลความต้องการกำลังคนในเชิงลึก และหาแนวทางความร่วมมือในการพัฒนากำลังคนให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อไป





