เพื่อไทย ออกแถลงการณ์จี้"รัฐบาล-คสช. 3 ข้อ กรณีข้อเรียกร้องของรัฐสภายุโรป
นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แถลงถึงท่าทีของพรรคเพื่อไทยที่มีต่อกรณีที่รัฐสภายุโรปมีมติเมื่อวันที่ 8 ต.ค.ว่า รัฐสภายุโรปมีความกังวลอย่างยิ่งต่อความเสื่อมถอยของสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในไทยภายหลังการรัฐประหาร ให้ยกเลิกการจำกัดเสรีภาพและการใช้สิทธิมนุษยชนในการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองโดยสันติ เรียกร้องให้ทางการไทยเริ่มถ่ายโอนอำนาจจากรัฐบาลทหารไปให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งโดยเร็ว เรียกร้องให้รัฐบาลไทยปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญและพันธกรณีระหว่างประเทศที่เกี่ยวกับความเป็นอิสระของฝ่ายตุลาการ สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการชุมนุมโดยสงบ รวมถึงการปฏิบัติตามหลักนิติธรรมว่า พรรคเพื่อไทยขอออกแถลงการณ์ในประเด็นที่เกิดขึ้นดังต่อไปนี้
1.พรรคเพื่อไทยขอให้รัฐบาลและคสช.ตระหนักและให้ความสำคัญต่อปัญหาที่รัฐสภายุโรปได้หยิบยกในข้อมติดังกล่าว และควรแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจังมากกว่าที่จะใช้วิธีออกแถลงการณ์ว่า ทางรัฐสภายุโรปมีความเข้าใจไม่ถูกต้องในสถานการณ์ในประเทศไทย เพราะประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปได้ติดตามปัญหาต่างๆ ในประเทศไทยอย่างใกล้ชิดตั้งแต่มีการรัฐประหารในปี 2557 ดังนั้นรัฐบาลควรตระหนักว่า ข้อมติดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อประเทศอย่างมาก โดยเฉพาะผลกระทบทางเศรษฐกิจ จึงควรใช้วิธีการแก้ไข มากกว่าการ แก้ตัว
2.การค้าและการลงทุนจากประเทศในสหภาพยุโรปมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยและความกินดีอยู่ดีของคนไทย เนื่องจากสหภาพยุโรปเป็นคู่ค้าใหญ่เป็นลำดับ 3 ของไทย การที่สหภาพยุโรปชะลอการเจรจาสัญญาการค้าเสรีและปฏิเสธที่จะลงนามสัญญาหุ้นส่วนและความร่วมมือกับไทยตราบเท่าที่รัฐบาลทหารยังอยู่ในอำนาจ จะส่งผลเสียต่อการค้าการลงทุนของสหภาพยุโรปในไทย ซึ่งผู้ส่งออกและผู้ประกอบการชาวไทยย่อมจะเสียโอกาสในการส่งสินค้าไปยังสหภาพยุโรป เกษตรกรและผู้ผลิตจะขายสินค้าได้น้อยลงและได้ราคาต่ำลง ดังนั้น ถ้าความสัมพันธ์กับสหภาพยุโรปเสื่อมทรามลง จะกระทบตลาดการส่งออกในสหภาพยุโรปซึ่งมีมูลค่าปีละประมาณ 750,000 ล้านบาท
และ3.พรรคเพื่อไทยหวังว่ารัฐบาลและคสช.จะตระหนักในข้อมติของรัฐสภายุโรปดังกล่าว และจะดำเนินการที่เป็นรูปธรรมอย่างจริงจังในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน เสรีภาพทางการเมือง การคุ้มครองหลักนิติธรรมในกระบวนการยุติธรรม การดำเนินการจัดให้มีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยและการเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรมโดยเร็ว เพื่อให้คนไทยตัดสินอนาคตของตนเองต่อไปโดยเร็ว ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวนอกจากจะเป็นรากฐานของการปรองดอง ยังจะเป็นการป้องกันและหลีกเลี่ยงไม่ให้ประเทศไทยต้องสุ่มเสี่ยงที่จะถูกคว่ำบาตรในทางเศรษฐกิจหรือการเมือง ซึ่งจะมีผลเสียต่อประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง





