ผลเจรจากลุ่มผู้ปิดล้อมโรงพักถลางคลี่คลายไปในที่ดี ญาติยอมรับการเจรจา ในขณะที่ชาวบ้านบางส่วนยังไม่มั่นใจ ขณะที่ ”เฉลิมเกียรติ” ลงพื้นที่
ความคืบหน้ากรณีญาติและเพื่อนของนายปฐมวัฒน์ ปะณะรักษ์ อายุ 22 ปี อยู่บ้านเลขที่ 7 หมู่ 4 ต.เทพกระษัตรี อ.ถลาง จ.ภูเก็ต และนายแน็ต (นามสมมติ) อายุ 17 ปี รวมทั้งกลุ่มชาวบ้านในพื้นที่ หมู่ 4 บ้านดอน อ.ถลาง จ.ภูเก็ต และใกล้เคียงจำนวนมาก ได้ทำการปิดล้อม สภ.ถลาง บานปลายจนถึงขั้นขว้างปาสิ่งของเข้าใส่อาคารที่ทำการ สภ.ถลาง จนได้รับความเสียหายเกือบทั้งหมด รวมทั้งเผาทำลายรถยนต์ที่จอดอยู่ภายใน สภ.ถลาง ได้รับความเสียหายทั้งคัน จำนวน 9 คัน และเสียหายอีกจำนวนหนึ่ง เพื่อเรียกร้องขอความเป็นธรรมจากกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ถลาง สกัดจับ 2 วัยรุ่นดังกล่าว จนเกิดการเฉี่ยวชนกันเป็นเหตุให้เสียชีวิตในเวลาต่อมา เหตุเกิดเมื่อตเกิดขึ้น จนเป็นเหตุให้ชาวบ้านไม่พอใจมีการชุมนุมปิดถนนหน้าสถานีตำรวจภูธรถลาง จ.ภูเก็ต จนมีเหตุบานปลายถึงขั้นเผารถยนต์ และขว้างก้อนหิน ระเบิดขวดเข้าใส่สถานีตำรวจภูธรถลาง จนได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก โดยทางจังหวัดภูเก็ตและตำรวจภูธรภาค 8 ได้ร้องขอกำลังสนับสนุนจากมณฑลทหารบกที่ 41 และเจ้าหน้าที่ชุดปราบฝูงชนจากจังหวัดพังงาเข้าดำเนิน จนกระทั่ง พล.ต.ธีร์ณฉัฎฐ์ จินดาเงิน ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 41 เข้าเจรจากับชาวบ้านขอให้สลายตัวและนักเจรจาใหม่วันนี้ (11 ต.ค.) เวลา 09.00 น. ที่ศาลาอเนกประสงค์หมู่ 4 บ้านดอน อ.ถลาง จ.ภูเก็ต
เมื่อถึงเวลานัดหมาย (09.00 น.) พล.ต.ธีร์ณฉัฎฐ์ จินดาเงิน ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 41 พร้อมด้วยกำลังเจ้าหน้าที่จากมณฑลทหารบกที่ 41 จำนวนหนึ่งมาดูแลความเรียบร้อย ได้เดินทางมากับชาวบ้านที่จุดนัดหมาย ซึ่งขณะนั้นทางพ่อแม่ ญาติ ชาวบ้าน และเพื่อนของผู้เสียชีวิตได้มารออยู่แล้ว เบื้องต้นได้เจรจาขอให้ไปพูดคุยกันที่ศาลากลางจังหวัดภูเก็ต สร้างความไม่พอใจให้กับชาวบ้านเป็นอย่างมาก และต่างยืนยันที่จะเจรจากันที่ศาลาอเนกประสงค์ฯ เท่านั้น พร้อมเรียกร้องให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้เกี่ยวข้องมาพบกับกลุ่มชาวบ้านที่รออยู่
จนกระทั่งเวลาประมาณ 10.00 น. นายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต พร้อมด้วยรองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตทั้ง 3 คน พล.ต.ต.พชร บุญญสิทธิ์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต นายภาคภูมิ อินทรสุวรรณ ปลัดจังหวัดภูเก็ต นายวีระ เกิดศิริมงคล นายอำเภอถลางและคณะ เดินทางถึงศาลาอเนกประสงค์ฯ และร่วมหารือกับญาติผู้เสียชีวิต รวมทั้งตัวแทนชาวบ้านที่มาร่วมชุมนุมประมาณ 10 คน ส่วนที่เหลือรออยู่ด้านนอกอาคาร โดยมีกำลังเจ้าหน้าที่ทหารคอยดูแลความสงบเรียบร้อยและวางแนวกำลังป้องกันไม่ให้ชาวบ้านบุกเข้ามาภายในอาคาร และมีพล.ต.ธีร์ณฉัฎฐ์ จินดาเงิน ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 41 เป็นคนกลางในการเจรจา
สำหรับการเจรจาครั้งนี้ใช้เวลานานกว่า 1 ชั่วโมง ซึ่งบรรยากาศเป็นไปด้วยความตึงเครียด เนื่องจากชาวบ้านที่รออยู่ด้านนอกจะมีการโห่ร้องอยู่ตลอดเวลา ทางญาติของผู้เสียชีวิต นายศิริชัย ปะณะรักษ์ ซึ่งเป็นรองปลัดเทศบาลตำบลวิชิต และมีศักดิ์เป็นอาของหนึ่งในผู้เสียชีวิตได้เรียกร้องให้หน่วยงานราชการ ทั้งทางจังหวัดและตำรวจให้ความเป็นธรรมกับผู้เสียชีวิตทั้ง 2 ราย ซึ่งขณะนี้ตนมีภาพจากกล้องวงจรปิดที่สามารถบันทึกเหตุการณ์ขณะที่เกิดขึ้นได้ทั้งก่อนเกิดเหตุและหลังเกิดเหตุ ส่วนเรื่องของยาเสพติดก็เช่นกันยอมรับว่าหลานของตนเองเคยมีคดีและเคยติดคุก แต่ไม่เชื่อว่าเด็กจะมียาบ้าอยู่ในกระเป๋าตามที่กล่าวอ้าง และการที่เจ้าหน้าที่ไล่ล่าเหมือนเด็กเป็นอาชญากรหรือโจรปล้นธนาคาร คิดว่าจุดนี้เป็นการประทำเกินกว่าเหตุ รวมทั้งอยากให้ทางจังหวัดตรวจสอบการเข้าไปขอภาพกล้องวงจรปิดจากหน่วยงานภาครัฐ เพราะพวกตนก็ถูกขัดขวางจากเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้าไปสั่งไม่ให้ภาพดังกล่าว จึงอยากให้มีการทำงานให้โปร่งใส ส่วนเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นนั้นตน ไม่คิดว่าไม่ได้มาจากเรื่องของเด็กที่เสียชีวิตแล้วแต่เกิดจากความเกลียดชังตำรวจของชาวบ้านมากกว่า จึงอยากให้การตรวจตรวจมีความโปร่งใสและยุติธรรม และให้จบเรื่องนี้โดยเร็วที่สุด ทั้งนี้ตนมีความเชื่อมั่นในผู้ว่าฯ คนนี้
ขณะที่ทวีสิทธิ์ ปะณะรักษ์ พ่อของเด็กวัยรุ่นวัย 22 ปี ที่เสียชีวิตกล่าวทั้งน้ำตานองหน้า และกล่าวด้วยเสียงอันดัง ว่า ตนเองมีลูกชายเพียงคนเดียว และอายุยังน้อย ที่ผ่านมายอมรับว่าลูกเคยเสพยาไอซ์และเคยติดคุกมาแล้ว แต่เชื่อว่าคนที่ออกจากคุกมาแล้วคงไม่อยากกลับเข้าไปและไม่เชื่อว่าลูกชายจะมียาบ้า หรือถ้าเด็กกระทำผิดจริง การกระทำของตำรวจถือว่าเป็นการกระทำที่รุนแรงเกินไป ไม่มีใครที่จะเอาชีวิตของลูกกลับมาให้ตกได้ ถ้าลูกติดคุกก็ยังมีโอกาสได้ออกมาจากคุก แต่ครั้งนี้ลูกต้องมาเสียชีวิตจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ซึ่งตนรับไม่ได้ เพราะชีวิตของเด็กทั้ง 2 คนไม่ควรที่จะจบแบบนั้น ตำรวจทำเกินกว่าเหตุทั้งตอนไล่ล่าก็ไม่มีหลักฐาน หรือแม้แต่ตอนรถชนก็ไม่มีพยานหลักฐานที่ชัดเจนว่าว่าเด็กมียาเสพติดจริงหรือไม่
ด้านนางสุขศรี แก่นตะเคียน แม่ของเด็กวัย 17 ปีที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนี้ กล่าวว่า ถ้าลูกเกี่ยวข้องกับยาบ้า พวกตนคงมีเงินมากกว่านี้แล้ว การกระทำที่รุนแรงของเจ้าหน้าที่ตำรวจทำให้เด็กต้องเสียชีวิต เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ก่อเหตุควรจะต้องถูกออกจากราชการและถูกดำเนินคดีตามกฎหมายเหมือนกับประชาชนทั่วไปไม่ใช่แค่ย้ายออกไปแล้วเรื่องก็จบ ซึ่งเรื่องนี้พวกตนยอมไม่ได้
นอกจากนี้ยังมีตัวแทนของชาวบ้าน ได้ขอให้ผู้ว่าฯ ลงนามรับรองว่าไม่ดำเนินคดีกับกลุ่มที่ไปรวมที่ชุมนุม โดยที่ไม่ได้ไปทำลายทรัพย์สินใดๆ และภาครัฐจะต้องให้ญาติๆ เข้าไปมีส่วนร่วมในการสังเกตการณ์ในการสืบสวนสอบสวนหาข้อเท็จจริงในครั้งนี้ด้วย
ส่วนนายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า ในส่วนของจังหวัดนั้นพร้อมจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และพร้อมที่จะปกป้องประชาชนไม่ให้ถูกรังแก โดยจะดูแลเรื่องนี้ให้ดีที่สุด ประชาชนรายใดมีหลักฐานก็สามารถส่งมาให้ทางจังหวัดได้ ซึ่งจะตั้งคณะทำงานขึ้นมาสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้ควบคู่ไปกับคณะทำงานของตำรวจ ยืนยันว่าไม่มีการเข้าข้างใครแน่นอน ถูกก็ว่ากันไปตามถูก ผิดก็ว่ากันไปตามผิด แต่หากชาวบ้านไม่เชื่อมั่นหรือไม่พอใจผลการสอบสวนก็สามารถยื่นฟ้องได้เองอีกทางหนึ่ง และมอบหมายให้ทางหน่วยที่เกี่ยวข้องเข้าไปดูแลในเรื่องของการเยียวยาญาติของผู้เสียชีวิตทั้งสองราย
ขณะที่ พล.ต.ต.พชร บุญญสิทธิ์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า ขณะทางผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 ได้มีคำสั่งย้ายตำรวจทั้ง 4 นาย ไปช่วยราชการที่ตำรวจภูธรภาค 8 แล้ว และได้มีการตั้งกรรมการสอบสวนเช่นกัน ขั้นแรกจะเป็นเรื่องการตรวจพิสูจน์ซึ่งจะต้องทำร่วมกัน 4 ฝ่าย ทั้งพนักงานสอบสวน แพทย์ อัยการ และฝ่ายปกครอง (ปลัดอำเภอ) ซึ่งในส่วนของฝ่ายปกครอง ได้มีการแต่งตั้งรองผู้ว่าฯ เข้าร่วมด้วย กรณีที่ญาติต้องการจะติดตามอย่างใกล้ชิด และร่วมรับทราบการตรวจพิสูจน์ทางตำรวจก็พร้อม โดยจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน ตรวจสอบเสร็จส่งสำนวนให้พนักงานอัยการนำเรื่องขึ้นศาล หรือหากญาติเห็นว่าผลการตรวจพิสูจน์ยังไม่ถูกต้องก็สามารถฟ้องเองได้เลย ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 4 นายนั้นจะมีการสอบสวนหากพบว่าผิดก็ว่ากันไปตามผิด รับรองว่าจะไม่มีการเข้าข้างกันแน่นอน และทุกคนจะต้องได้รับผลจากการกระทำ
อย่างไรก็ตามจากการร่วมเจรจาในครั้งนี้ ได้สร้างความพอใจให้กับทางญาติของผู้เสียชีวิตในระดับหนึ่งและยอมที่จะรอให้ผลการตรวจสอบเสร็จ แต่หลังจากนำข้อมูลและข้อสรุปต่างๆ มาแจ้งให้กับชาวบ้านที่ชุมนุมอยู่ด้านนอกทราบถึงข้อตกลงดังกล่าว ก็มีชาวบ้านและกลุ่มวัยรุ่นบางส่วนไม่ยอมรับข้อตกลงดังกล่าว พร้อมตะโกน ว่า “ไม่ยอม ตำรวจที่ก่อเหตุจะต้องติดคุก” และมีบางส่วนที่พยายามจะชักชวนกลุ่มชาวบ้านที่ไม่พอใจเดินทางไปยัง สภ.ถลางอีกครั้ง เพื่อกดดันให้เจ้าหน้าที่ทำตามข้อเรียกร้อง แม้ทางตัวแทนชาวบ้านที่ร่วมเจรจาจะพยายามช่วยไกล่เกลี่ยแต่ก็ไม่เป็นผลเท่าที่ควร และยังมีการก่อหวอดของกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยอยู่เป็นระยะ ขณะที่ในส่วนของหน่วยงานราชการทั้งทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครองต่างก็แยกย้ายกันเดินทางกลับ
วันเดียวกันนี้ (11 ต.ค.) พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รอง ผบ.ตร. (ปป2) พล.ต.อ.เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา ที่ปรึกษา สบ 10 (ดูแลความมั่นคง) พล.ต.ท.พิสิษฐ์ พิสุทธิศักดิ์ ผู้ช่วย ผบ.ตร.(ปป22) รับผิดชอบพื้นที่ ภ.8 พล.ต.ท.เทศา ศิริวาโท ผบช.ภ.8 พล.ต.ต.พชร บุญญสิทธิ์ ผบก.ภ.จว.ภูเก็ต ได้ประชุมร่วมกับเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติในการควบคุมสถานการณ์ปิดล้อม สภ.ถลาง จากนั้นได้ตรวจสอบความเสียหายภายในอาคาร ซึ่งมีทรัพย์สินเสียหายจากการขว้างปาสิ่งของเข้าไปในตัวอาคารเป็นจำนวนมาก เช่น ฝ้าเพดาน ผ้าม่าน โต๊ะ เก้าอี้เครื่องใช้สำนักงาน เป็นต้น รวมถึงกระจกโดยรอบตัวอาคารแตกตั้งแต่ชั้น 1-3 และบริเวณโดยรอบสถานีฯ ซึ่งมีซากรถยนต์ชนิดต่างๆ ที่ถูกเผาจนวอดจำนวน 9 คัน และมีรถชนิดต่างๆ ได้รับความเสียหายจากการขว้างปาของแข็ง และระเบิดเพลิงจนกระจกแตก ตัวถังรถได้รับความเสียหายอีกจำนวนรวมจำนวน 25 คัน นอกจากนี้ยังมีรถจักยานยนต์ได้รับความเสียหายอีกจำนวนหนึ่งด้วย เบื้องต้นยังไม่มีสามารถสรุปมูลค่าความเสียหายได้ เนื่องจากต้องรอผลการตรวจสอบจากกองพิสูจน์หลักฐาน ภาค 8 ให้แล้วเสร็จ
พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ กล่าวว่า จากการมาประชุมร่วมกับผู้เกี่ยวข้องนั้น เพื่อรับทราบสถานการณ์ และวางกรอบแนวทางในการทำงานจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อจากนี้ ซึ่งเบื้องต้นจะยึดตามกฎหมายเป็นหลัก รวมทั้งไดตั้งพนักงานสอบสวนขึ้นมา โดยให้มีรองบัญชาการหนึ่งท่านดุแลในส่วนนี้ รวมทั้งผู้ให้ข้อมูลเพื่อให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ส่วนมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นอยู่ระหว่างการรวบรวมของพิสูจน์หลักฐาน ซึ่งจะมาสรุปอีกครั้ง โดยเสียหายมากที่สุน่าจะเป็นในส่วนของรถยนต์ที่ถูกเผา
“ในส่วนของคดีนั้นจะดูในภาพรวม ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของทางตำรวจและผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด โดยในส่วนของตำรวจนั้นจะเน้นว่ามีความผิดในเรื่องใดบ้างอย่างไร เช่น ระเบียบ วินัย กฎหมาย เป็นต้น โดยมีทางผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 ดูแลในส่วนนี้”
พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ กล่าวว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นทางพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พลเอกประวิตร วงศ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฯ และท่านผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ให้ความห่วงใยโดยเฉพาะผู้ที่สูญเสีย ซึ่งขอแสดงความเสียใจมา ณ ที่นี้ด้วย ส่วนจะดำเนินการอย่างไรได้บ้างนั้นต้องมาคุยกันอีกครั้ง ส่วนในเรื่องของคดีที่ทางญาติไม่มั่นใจนั้น ขอยืนยันว่าจะทำให้ดีที่สุดและให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ที่สำคัญที่สุด คือจะมีทั้งฝ่ายปกครอง อัยการ ตำรวจ และผู้ว่าฯ ก็ลงมาดูเรื่องนี้ด้วยตัวเอง ฉะนั้นขอยืนยันว่าจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายในการดำเนินการเรื่องนี้ ส่วนการเยียวยานั้นทางกองทุนยุติธรรม ของกระทรวงยุติธรรมจะเข้ามาช่วยเบื้องต้นรายละ 100,000 บาท ส่วนเกี่ยวข้องอื่นๆ จะมีการมาพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง และสำหรับในส่วนของตำรวจทั้ง 4 นายที่อยู่ในที่เกิดเหตุนั้นก็ได้ให้ไปช่วยราชการที่กองบังคับการสืบสวนตำรวจภูธรภาค 8 จ.สุราษฎร์ธานี พร้อมทั้งได้มีการตั้งกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง และรายงานผลให้ทราบภายใน 7 วัน ทั้งนี้ในส่วนของการให้บริการประชาชนของ สภ.ถลาง นั้น จะมีการจัดพื้นที่บางส่วนที่ไม่ได้รับความเสียหายไว้คอยให้บริการประชาชนเป็นการชั่วคราว 1-2 ห้อง ส่วนโดยรวมก็ต้องดูอีกครั้ง เนื่องจากต้องใช้เวลาในการซ่อมแซม





