"นรชิต"เผยกรธ. เล็งเพิ่มอำนาจสตง. สอบนโยบายรัฐบาลก่อนบังคับใช้
นายนรชิต สิงหเสนี โฆษกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) แถลงผลการประชุม กรธ. ครั้งที่ 4 ว่า ที่ประชุมได้ตั้งนายอัชพร จารุจินดา กรธ. เป็นประธานคณะอนุกรรมการยกร่างบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณายกร่างบทบัญญัติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามที่ได้รับฟังความคิดเห็นและจากการรวบรวม ระดมความเห็นของกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้คณะอนุกรรมการฯ ดังกล่าวสามารถดำเนินงานเขียนร่างรัฐธรรมนูญได้ทันทีที่มีการแต่งตั้งแล้ว และจะเป็นการทำงานคู่ขนานไปกับ กรธ. และคณะอนุกรรมการชุดต่างๆ
ในหลักการของการทำงาน ตนเข้าใจว่าอนุกรรมการยกร่างบทบัญญัตินั้นจะนำความเห็นไปเขียนเนื้อหารอไว้ อาจมีจำนวน 2-3 ฉบับเพื่อให้ตัดสินใจ โดยอาจเว้นในบทสำคัญๆ เช่น บทว่าด้วยระบบนิติบัญญัติ และฝ่ายบริหารไว้ เพื่อรอการศึกษาจากคณะอนุกรรมการที่เกี่ยวข้อง ขณะที่รายละเอียดของบทบัญญัติที่ที่ประชุมกรธ. ตกผลึกแล้ว คือ จะคงบทบัญญัติหมวด 1 และหมวด2 ของร่างรัฐธรรมนูญ ปี2558 ไว้ แต่อาจนำมาทบทวนในบางมาตราได้
นายนรชิต กล่าวด้วยว่า สำหรับการวางกรอบการเขียนร่างรัฐธรรมนูญใหม่นั้นที่ประชุมเพิ่มประเด็นส่วนการกำหนดกลไกที่มีประสิทธิภาพในการปรับโครงสร้างและขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงกลไกการป้องกันการบริหารราชการแผ่นดินที่มุ่งสร้างความนิยมทางการเมือง โดยมีรายละเอียดเบื้องต้น อาทิ ให้รัฐมีกลไกปรับโครงสร้างและขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจและสังคม เพื่อให้รัฐสามารถปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่มีการแข่งขันอย่างเสรี เป็นธรรม และมีธรรมาภิบาลภายใต้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง รวมถึงความสมดุลด้านการผลิต การมีงานทำ การอยู่ดีมีสุขของประชาชนและการคงอยู่ของสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรอย่างยั่งยืน ขณะที่กลไกการบริหารราชการแผ่นดิน ที่ประชุมมีความเห็นร่วมกันว่า ต้องมีกลไกป้องกันการสร้างความนิยมทางการเมืองที่ก่อให้เกิดระบบเสียหายต่อเศรษฐกิจของประเทศและประชาชนระยะยาว โดยเฉพาะต้องสร้างกลไกคุมพรรคการเมือง ให้ทำนโยบายที่อยู่ในกรอบวินัยการเงินการคลัง
"การคุมพรรคการเมืองเรื่องนโยบายนั้น ไม่ได้ห้ามให้ทำนโยบายประชานิยม แต่เมื่อจะทำนโยบายใด ต้องอยู่ในหลักเกณฑ์ และไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อการเงินการคลังของประเทศ หรือเศรษฐกิจโดยรวม ส่วนจะพิจารณาให้มีองค์กรใหม่มากำกับ หรือใช้องค์กรที่มีอยู่เดิม เช่น สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ทำหน้าที่นั้น ที่ประชุมยังไม่ได้ตกผลึก" นายนรชิต กล่าว
นายนรชิต กล่าวด้วยว่า ยังได้วางกรอบให้มีกลไกที่มีประสิทธิภาพในการใช้จ่ายเงินของรัฐให้เป็นไปอย่างคุ้มค่า ที่ประชุมได้นำเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญ ที่ทำโดยอดีตคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญมาพิจารณาเทียบเคียง โดยเฉพาะมาตรา 88 ว่าด้วยข้อกำหนดให้รัฐต้องดำเนินนโยบายการเงิน การคลังและงบประมาณภาครัฐ และการใช้เงินอย่างคุ้มค่า จัดระบบภาษีอากรที่เป็นธรรม เกิดประโยชน์สูงสุด และให้มีกลไกตรวจสอบและเปิดเผยการใช้จ่ายเงินของรัฐอย่างมีประสิทธิภาพ
และมาตรา 193 ว่าด้วยการใช้จ่าย การก่อหนี้และการก่อภาระทางการคลังที่มีผลผูกพันเงินแผ่นดินต้องเป็นไปเฉพาะที่มีพระราชบัญญัติว่าด้วยงบประมาณบัญญัติไว้ และกำหนดให้คณะรัฐมนตรีรายงานการใช้จ่ายเงินและการโอนเงินที่ใช้ในรายการอื่นซึ่งจากการกำหนดไว้ในกฎหมายให้รัฐสภาทราบ 6 เดือน มาพิจารณา และมีข้อเสนอให้รัฐมีหน่วยงานอิสระทำหน้าที่ประเมินผลสัมฤทธิ์และความคุ้มค่าในการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐ เบื้องต้นจะเพิ่มอำนาจดังกล่าวให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน





