แผนบูรณาการพลังงานระยะยาว พ.ศ. 2558 – 2579
ประเด็น
เมื่อวานนี้ เราไปร่วมการสัมมนา “แผนบูรณาการพลังงานระยะยาว พ.ศ. 2558 – 2579” โดย ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการ สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน มีประเด็นสำคัญ ดังนี้
- ยังมีโอกาสเห็นโรงไฟฟ้า IPP ขยายตัว – กำลังผลิตไฟฟ้าจากกลุ่ม IPP จะให้ความสำคัญกับการเพิ่มสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงถ่านหิน ทดแทนการใช้ก๊าซฯ ที่เริ่มมีข้อจำกัดด้านอุปทาน รวมทั้งพิจารณาพื้นที่ก่อสร้างโรงไฟฟ้าให้เหมาะสมกับความต้องการใช้ โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนไฟฟ้าอย่างภาคอีสานและภาคใต้ ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP2015) ควบคู่ไปกับการเร่งขยายระบบสายส่ง เพื่อสร้างความมั่นคงระบบไฟฟ้าภาคอีสาน ภาคเหนือ และภาคกลาง รวมไปถึงรองรับโรงไฟฟ้าที่มีศักยภาพในประเทศเพื่อนบ้าน
- กลุ่ม EPC ได้ประโยชน์จากแผนพัฒนา Renewable – การประกาศรับซื้อไฟฟ้ายังคงเป็นไปตามแผน โดยในช่วงที่เหลือของปี 2558 จะมีการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน 646 เมกะวัตต์ (โครงการ Solar ราชการ และโครงการ Biogas และ Biomass ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอใน จ.สงขลา) ขณะที่ปี 2559 ภาครัฐมีแผนจะเปิดรับซื้อไฟฟ้าจาก (1) โครงการ Biogas Biomass รวม 500 เมกะวัตต์ (2) โรงไฟฟ้าขยะ 130 เมกะวัตต์ (ขยะชุมชนและขยะอุตสาหกรรม) และ (3) โครงการ Solar ราชการรอบที่ 2 อีก 200 เมกะวัตต์
- การเปิดประมูลปิโตรเลียมรอบใหม่จะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ – ความเสี่ยงด้านอุปทานก๊าซฯ ภายในประเทศนำไปสู่แนวคิดการลดการพึ่งพาก๊าซฯ ทั้งในภาคการผลิตไฟฟ้า (ตามแผน PDP2015) และภาคอุตสาหกรรม โดยใช้เชื้อเพลิงอื่นที่มีต้นทุนต่ำกว่าทดแทน (ถ่านหิน) รวมไปถึงการพัฒนาพลังงานทางเลือกและพลังงานทดแทน (ตามแผน AEDP2015) เป็นการชะลอการเติบโตของการใช้ก๊าซฯ และลดสัดส่วนการนำเข้า LNG ในระยะยาว ทั้งนี้เพื่อรักษาระดับการผลิตก๊าซฯ จากแหล่งปิโตรเลียมในประเทศ ภาครัฐจำเป็นต้องเร่งรัดการเปิดให้ยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบใหม่ รวมไปถึงโครงกาท่อส่งก๊าซธรรมชาติเส้นที่ 5 เชื่อมภาคตะวันออกไปสู่ตะวันตก คลังเก็บก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG Terminal) และคลังเก็บก๊าซปิโตรเลียมเหล
ผลกระทบ / ความเห็น
- แม้จะไม่มีข้อมูลใหม่จากการเข้าฟังสัมมนาในครั้งนี้ แต่แผนพลังงานเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะแผนบริหารจัดการก๊าซฯ และน้ำมัน (Oil and gas plan) รวมทั้ง PDP2015 ที่ให้ความสำคัญกับการกระจายความเสี่ยงด้านเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า
- เรามองเป็นโอกาสของผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนในการเข้าร่วมพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน แม้ EGAT มีแผนก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และเทพาระหว่างปี 2562 และ 2564 รวม 1,800 เกมะวัตต์ แต่ยังมีความเสี่ยงจากการถูกต่อต้านจากชุมชน ประเด็นดังกล่าวจะเป็นปัจจัยบวกต่อ BANPU และ EGCO
- กลุ่มธุรกิจก๊าซฯ และน้ำมัน อย่าง PTT และ PTTEP จะได้ประโยชน์จากการเปิดประมูลปิโตรเลียมรอบใหม่ที่คาดว่าจะเริ่มได้ในปี 2559 เนื่องจากสัญญาสัมปทานเดิมจะเริ่มทยอยหมดลงในปี 2561 รวมไปถึงโครงการของภาครัฐในการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานระบบก๊าซฯ ของประเทศ
- ด้านการพัฒนาธุรกิจพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก เราประเมินว่าจะโครงการ Renewable ขนาดใหญ่ จะไม่ได้ให้ผลตอบแทนสูงเหมือนในอดีต ทำให้กลุ่มที่จะได้ประโยชน์มากที่สุดจากการพัฒนาโครงการดังกล่าวจะเป็นกลุ่มผู้รับเหมาที่มีศักยภาพในการพัฒนาโครงการ อย่าง GUNKUL และ DEMCO





