วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

'สุธาชัย'ชี้การควบคุมความคิดเป็นมาตรการของรัฐบาลเผด็จการ

กลุ่มประชาธิปไตยจัดเสวนา"รู้ทันเผด็จการ" ขณะที่"สุธาชัย"ชี้การควบคุมความคิดเป็นมาตรการพื้นฐานรัฐบาลเผด็จการ ด้านตำรวจเข้าเจรจาให้ยุติจัดงาน

ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ได้มีการจัดเสวนาในหัวข้อ “รู้ทันเผด็จการ The Series” EP.1 : วิธีคิดและยุทธวิธีรัฐบาลทหารในการจัดการผู้ต่อต้าน” กลุ่มประชาธิปไตยศึกษา และขบวนการประชาธิปไตยใหม่ ในเวลา 11.00-14.00 น. โดยมีนายสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายอาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล ผู้ประสานงานเครือข่ายพลเมืองเน็ต (Thai Netizen Network) เป็นวิทยากรการเสวนา และนายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือ จ่านิว หัวหน้ากลุ่มประชาธิปไตยศึกษา เป็นผู้ดำเนินรายการ  

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งในเครื่องแบบและนอกเครื่องแบบ เข้าเจรจากับผู้จัดงานเพื่อขอให้ยุติงานเสวนาดังกล่าว โดยอ้างว่าทางกลุ่มผู้จัดงานไม่ได้ขออนุญาตใช้สถานที่กับทางฝ่ายอาคารของมหาวิทยาลัย และยังไม่ทำเรื่องขออนุญาตคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในการจัดเสวนาทางการเมือง โดยทางคณะผู้จัดงานกับเจ้าหน้าที่ได้เจรจาต่อรองกัน จนได้ข้อสรุปว่าให้เปลี่ยนหัวข้อเสวนา และทำหนังสือระบุรายละเอียดหัวข้อการเสวนา ซึ่งนายสิรวิชญ์ ได้ชี้แจงรายละเอียดว่าเป็นงานเสวนาเชิงประวัติศาสตร์ว่าด้วยการปราบปรามประชาชน กล่าวโดยนายสุธาชัย และเรื่องการสื่อสารในโลกโซเชี่ยลมีเดีย ไอดี ซิงเกิ้ลเกตเวย์ กลไกการควบคุมประวัติศาสตร์ พูดโดยนายอาทิตย์ ซึ่งมีพ.ต.อ.อรรถวิทย์ สายสืบ รองผู้บังคับการ กองบังคับการตำรวจนครบาล 1 ร่วมเป็นพยานรับรู้ถึงการจัดงานเสวนาดังกล่าว  

ในส่วนของงานเสวนา นายสุธาชัย ได้กล่าวถึงประวัติศาสตร์การปราบปรามประชาชนว่า ในรูปแบบของรัฐบาลที่เป็นเผด็จการเบื้องต้นจะต้องมีการออกมาตรการต่างๆเพื่อควบคุมความคิด เช่น การห้ามเคลื่อนไหวทางการเมือง ห้ามชุมนุมเกิน 5 คน เป็นต้น โดยเป็นมาตรการเบื้องต้นของระบบนี้ จำเป็นจะต้องทำเพื่อยืดอายุการดำรงตำแหน่ง และมาตรการการควบคุมนี้เป็นสิ่งที่คู่กับการปกกครองแบบเผด็จการซึ่งเป็นูปแบบที่หลีกเลี่ยงได้และเป็นเช่นนี้ทั่วโลก  

“แหล่งที่มาของเผด็จการที่น่ากลัวที่สุดก็คือ ศาสนา ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการควบคุมความคิด ที่สำนักวาติกันเคยใช้มาตรการดังกล่าว เพื่อควบคุมคนที่คิดต่างหรือที่เรียกว่าคนนอกรีต ด้วยการออกรายชื่อหนังสือต้องห้าม ตั้งศาลศาสนาเพื่อตัดสินคนนอกรีต โดยมีโทษสูงถึงขั้นเผาทั้งเป็น ซึ่งเราอาจจะนึกไม่ถึงว่า ศาสนา จะเป็นแบบจำลองของภาพเผด็จการ” นายสุธาชัย กล่าว  

นายสุธาชัย กล่าวอีกว่า ในอดีตไทยเป็นรัฐจารีต ที่ประสบความสำเร็จที่สุดภายใต้กรอบศาสนา เนื่องจากมีการควบคุมที่เบ็ดเสร็จภายใต้ระบบไพร่ที่เป็นชนชั้นระดับล่าง เพราะสังคมที่แคบสามารถจัดการตัวเองได้อย่างง่ายดาย หากไพร่มีความคิดที่แปลกประหลาดก็ถูกเจ้าขุนมูลนายในบ้านจัดการไปตั้งแต่ระดับล่าง เมื่อตะวันตกเข้ามาในประเทศไทยจึงเริ่มมีมาตรการในการควบคุมความคิดมากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องควบคุมในหมู่ชนชั้นนำด้วยกันเอง และมีการจัดการแบบเอาจริงเอาจังกับประชาชนตั้งแต่ปี 2490 เป็นต้นมา เพราะมีการเกิดขึ้นของการเคลื่อนไหวระดับมวลชนจำนวนมาก คือการรวมตัวกันของประชาชนเพื่อต่อต้านประเทศฝรั่งเศส ในสมัยจอมพล ป. พิบูลย์สงคราม  

ทั้งนี้ในสมัยจอมพลสฤษฎ์ ที่เริ่มมีการกวาดล้างอย่างเข้มงวด ไม่ว่าจะเป็นการปิดหนังสือพิมพ์ หรือการใช้มาตรา 17 ยิงเป้าและการจับประชาชนเข้าคุกกว่า 500 คน ถือเป็นจุดเริ่มต้นทำให้ประชาชนจับปืนขึ้นมาต่อสู้กับภาครัฐที่ส่งผลกระทบกับประเทศไทยอย่างมากมาย เช่นเดียวกับสมัย นายธานินทร์ กรัยวิเชียร ที่ใช้รูปแบบเดียวกับจอมพลสฤษฎ์ ในการควบคุมความคิด ที่มีการนำเอาข้าราชการ พนักงานบริษัท ไปอบรมลูกเสือชาวบ้าน แต่ก็ทำได้ไม่เท่าจอมพลสฤษฎ์   

นายอาทิตย์ ได้กล่าวในเนื้อหาของการสื่อสารในโลกโซเชี่ยลมีเดีย โดยได้ยกตัวอย่างของขบวนการร่ม (Umbrella Movement) ที่ได้รวมตัวกันเพื่อแสดงอารยะขัดขืนต่อนโยบายของรัฐบาลฮ่องกง ที่แก้ไขกฎหมายเลือกตั้ง ให้รัฐบาลจีนตรวจรายชื่อและอนุมัติผู้สมัครลงเลือกตั้ง ก่อนที่จะให้ประชาชนเลือกต่อไป โดยการเคลื่อนไหวดังกล่าวได้มีการวัดว่าตลอดระยะเวลา 5 วันแรกของการเคลื่อนไหวนั้น มีการทวีตถึงกิจกรรมดังกล่าวไปมากกว่า 1.3 ล้านข้อความ ซึ่งการใช้เทคโนโลยีการสื่อสาร ก็ถือเป็นเรื่องที่สำคัญของการเคลื่อนไหวในครั้งนี้ เนื่องจากเรื่องราวของการชุมนุมนั้นเป็นที่กล่าวถึงไปทั่วโลกบนอินเตอร์เน็ต อีกทั้งยังได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อให้คนประเทศอื่นๆมีความเข้าใจต่อเหตุการณ์ด้วย  

"ในโลกของอินเตอร์เน็ต สามารถมองได้เป็น 3 มิติ คือ 1.เป็นสื่อในการส่งสาร เปรียบภาพเหมือนกับจดหมายที่มีใจความเนื้อหา 2.เป็นเทคโนโลยีในการส่งสาร เปรียบได้กับที่ทำการไปรษณีย์ ที่เป็นกระบวนการนำจดหมายจากผู้เขียน ส่งไปยังมือของผู้รับ และ 3.พื้นที่ทางสังคม เพราะในปัจจุบัน อินเตอร์เน็ตเป็นมากกว่าพื้นที่ในการพูดคุย แต่รวมถึงพื้นที่ในการจัดทำกิจกรรมต่างๆ แลกเปลี่ยนสินค้า ซึ่งต่างจากอินเตอร์เน็ตสมัยก่อนมาก"นายอาทิตย์ กล่าว  

นายอาทิตย์ กล่าวว่า เทคโนโลยีที่ก้าวหน้า น่าจะทำให้เประชาชนมีพลังมากขึ้น ซึ่งก็ต้องขึ้นอยู่กับความเชี่ยวชาญของผู้ใช้ด้วย จะเห็นได้ว่าตั้งแต่ 2 วันก่อนจะเกิดการรัฐประหารครั้งล่าสุดเกิดขึ้น ได้มีการเรียกผู้ให้บบริการอินเตอร์เน็ตหลายๆเจ้า เข้าประชุมเพื่อขอให้ควบคุมข้อมูลข่าวสารในโลกออนไลน์ เรื่องนี้จึงงแสดงให้เห็นว่า พื้นที่บนโลกออนไลน์นั้นมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง จึงได้รับความสนใจในการควบคุม   

นายอาทิตย์ กล่าวต่อไปว่า ในส่วนของโครงการซิงเกิ้ลเกตเวย์ นั้นไม่ได้เป็นเรื่องใหม่แต่อย่างใด มีการนำเสนอมานานแล้ว ซึ่งกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ได้เคยพยายาม เสนอแนวคิดในการควบคุมแล้ว 3 วิธีคือ 1.สร้างโซเชี่ยลมีเดียของไทย เพื่อให้ง่ายต่อการตรวจสอบเนื้อหา 2.ให้ลงทะเบียนเพื่อใช้อินเตอร์เน็ตด้วยเลขบัตรประชาชน 13 หลัก และ 3.โครงการ ซิงเกิ้ลเกตเวย์ 

โดยข้อเสนอเรื่องซิงเกิ้ลเกตเวย์ ทำให้หลายๆคนไม่ค่อยสบายใจค่อนข้างเยอะ จึงก่อให้เกิดอารยะขัดขืนอิเล็คโทรนิค ด้วยการนัดรวมตัวเข้าเว็บไซต์ของทางราชการแล้วกดปุ่ม F5 เพื่อให้เว็บไซต์เกิดความขัดข้อง โดยเป็นการประท้วงรูปแบบหนึ่ง ซึ่งการเข้าไปดูเว็บไซต์สาธารณะของหน่วยงานรัฐบาลก็ถือเป็นเรื่องปกติ แต่ที่ไม่ปกติก็คือการที่มีคนหลายๆคนเข้าไปพร้อมกันเป็นจำนวนมาก แต่การประท้วงเช่นนี้ข้อควรระมัดระวังก็คือ ไม่ควรไปบล็อคการทำงานของเว็บไซต์ที่สำคัญต่อชีวิต เนื่องจากจุดประสงค์ของการประท้วงไม่ได้ต้องการให้เกิดความเสียหาย แต่เพื่อให้เกิดจุดสนใจข้อเรียกร้อง อย่างน้อยๆการกระทำแบบนี้ไม่ได้ผิดกฎหมาย ไม่ได้เป็นการแฮ็คเจาะระบบซึ่งเป็นการเข้าถึงข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต 

นายอาทิตย์ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมามีการดำเนินการดักข้อมูลอย่างถูกกฎหมาย (Law full interception) เช่น การลงทะเบียนซิม เป็นต้น แต่สำหรับซิงเกิ้ลเกตเวย์เป็นการรวมข้อมูลไว้เพียงที่เดียว ซึ่งส่วนตัวเห็นว่าเป็นเรื่องอันตราย เพราะไม่มีการคานอำนาจ และไม่มีการตรวจสอบ ก่อให้เกิดการคอรัปชั่นแน่ๆ จุดหลักๆที่สำคัญก็คือใครเป็นเจ้าของเทคโนโลยี หรือโครงข่ายเน็ตเวิร์กกันแน่   

นายสุธาชัย กล่าวเสริมว่า ขณะนี้รัฐได้ถอยโครงการซิงเกิ้ลเกตเวย์ เนื่องจากมีกระแสต่อต้านเยอะ แต่ก็เป็นการถอยชั่วคราว เพราะโครงการดังกล่าวทำให้รัฐมีความอุ่นใจในการรักษาความมั่นคง และรักษาสถาบันของชาติ อีกทั้งยังเป็นโครงสร้างระบบที่มีงบประมาณสูง ยิ่งทำให้เกิดแรงจูงใจเพื่อดำเนินโครงการ โดยในยุคที่กระบวนการตรวจสอบเป็นอัมพาต จึงเป็นยุคทองแสวงหาประโยชน์ เพราะฉะนั้นโครงการใหญ่ที่ตรวจสอบเข้าไม่ถึง ก็เป็นอีกแรงจูงใจเช่นกัน ดังนั้นตนเห็นว่ารัฐอาจจะดำเนินโครงการดังกล่าวต่อไป หรืออาจจะเห็นวิธีอื่นก็ได้