วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ศธ.ชวนหน่วยงานรัฐ-เอกชน คิดเมนูกิจกรรมลดเวลาเรียน

ศธ.เชิญหน่วยงานรัฐ-เอกชน ร่วมจัดเมนูกิจกรรมลดเวลาเรียน เผยมีร.ร.เสนอตัวเข้าร่วมแล้ว 3,800 โรง

เมื่อวันที่ 28 กันยายน พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังการหารือการจัดกิจกรรมตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เรื่องลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ ร่วมกับ 20 หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ว่า ได้เชิญผู้แทนจากส่วนราชการและกระทรวงต่างๆ รวมถึงภาคเอกชนมาหารือถึงการสนับสนุนการจัดกิจรรมลดเวลาเรียน ซึ่งทุกหน่วยงานสนใจที่จะเข้าร่วมจัดกิจกรรม เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ของเด็กให้แก่โรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ

ทั้งนี้ การเข้าร่วมโครงการดังกล่าวของแต่ละหน่วยงานจะแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ คือ 1.หน่วยงานที่สนับสนุนเพียงอุปกรณ์การเรียนการสอน และ 2.หน่วยงานที่สนับสนุนได้ทั้งอุปกรณ์และบุคลากรที่พร้อมจะช่วยอบรมครู อย่างไรก็ตาม ได้อธิบายแนวคิดของนโยบายดังกล่าวว่ากิจกรรมเพิ่มเวลารู้ที่เกิดขึ้นนั้นจะต้องเป็นกิจกรรมที่สอดคล้องกับการเสริมสร้างสมรรถนะการเรียนรู้ ของเด็กแต่ละช่วงวัยด้วย ซึ่งในวันนี้หลายหน่วยงานก็นำเสนอเมนูกิจกรรมมากมาย เช่น กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้แจ้งว่ามีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการสนับสนุนนโยบายดังกล่าว โดยอาจจัดกิจกรรมสอนวิธีการแปรงฟันให้แก่เด็ก เพราะ สธ.มีความพร้อมทั้งบุคลากรและอุปกรณ์ในการจัดการเรียนการสอน เป็นต้น

“ผมได้มอบหมายให้แต่ละหน่วยงานช่วยกลับไปคิดโจทย์กิจกรรมและกลับมานำเสนออีกครั้ง ซึ่งผมจะส่งรายชื่อโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการไปให้กระทรวงต่างๆและหน่วยงานจาก ภาคเอกชนที่เข้ามาสนับสนุนไปศึกษาข้อมูลว่ามีโรงเรียนในเขตพื้นที่การศึกษา ใดบ้างที่เด็กสามารถเรียนกิจกรรมจากเมนูที่หน่วยงานนั้นคิดค้นขึ้นและขณะนี้มีโรงเรียนที่มีความพร้อมเข้าร่วมโครงการดังกล่าวทั้งสิ้น 3,800 โรงจากเดิม 2,948 โรง ซึ่งหากหน่วยงานใดยังไม่มีความพร้อมที่จะร่วมจัดกิจกรรมในช่วงเวลานี้ก็ไม่เป็นไร เพราะ ศธ.มีเมนูกิจกรรมที่มอบหมายสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ไปคิดค้นอยู่แล้ว แต่การที่มีหน่วยงานจากกระทรวงต่างๆเข้ามาช่วยเติมเต็มนั้นก็เป็นเพียงการสร้างความร่วมมือแบบบูรณาการการเรียนรู้ให้แก่เด็ก”พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าวและว่า การเดินหน้านโยบายลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้นั้นจะเริ่มดำเนินการในวันที่ 2 พ.ย.นี้และจะประเมินทุก 1 เดือนว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคตรงจุดไหนและอาจจะมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นของครูในโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการฯด้วย