วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

นายกฯแถลงต่อสหประชาชาติ ดันเรื่องน้ำในวาระพัฒนายั่งยืน

"พล.อ.ประยุทธ์" นายกฯแถลงต่อสหประชาชาติ พร้อมเป็นส่วนหนึ่งเพื่อเร่งการบรรลุเป้าหมาย ว่าด้วยเรื่องน้ำในวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน

เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2558 เวลา 07.30 น. ตามเวลาท้องถิ่นณ อาคารสำนักงานใหญ่ องค์การสหประชาชาติ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีกล่าวถ้อยแถลงในหัวข้อ "Catalysing Implementation and Achievement of the Water Related SDGs” ซึ่งประเทศไทยได้ร่วมกับสาธารณรัฐทาจิกิสถานได้จัดกิจกรรมคู่ขนานระดับสูงกับโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ และประเทศสมาชิกกลุ่มน้ำ Steering Committee of the Group of Friends of Water เพื่อส่งเสริมการบริหารจัดการน้ำอย่างทั่วถึงประชาชนทุกสาขา ทั้งนี้ พลตรี วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญ ดังนี้

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ตลอดในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา การดำเนินการเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษได้ช่วยให้ประชาชนทั่วโลกสามารถเข้าถึงน้ำและมีการสุขาภิบาลที่ดีขึ้น และได้มีส่วนสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศในด้านน้ำ ทั้งนี้ ในวาระการพัฒนาที่ยั่งยืนปี พ.ศ. 2573 ที่ผู้นำประเทศต่างๆ ได้ให้การรับรองเมื่อสองวันก่อน จะสานต่อการดำเนินการ และขับเคลื่อนความพยายามของประชาคมโลกในการดำเนินการด้านน้ำที่ครอบคลุมมากขึ้น ตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนข้อ 6 ซึ่งนอกจากจะเข้าถึงการมีน้ำดื่มที่ปลอดภัยและสุขาภิบาลที่พอเพียงแล้ว ยังให้ความสำคัญในการพัฒนาคุณภาพน้ำและการบริหารจัดการน้ำเสีย การใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ การบริหารจัดการน้ำอย่างมีบูรณาการ และการปกป้องและฟื้นฟูระบบนิเวศที่เกี่ยวกับน้ำ

ทั้งนี้ ประเทศไทยได้ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการดำรงชีพมาโดยตลอด โดยคำนึงถึงปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวกับน้ำ เช่น น้ำท่วม น้ำแล้ง และน้ำเสีย รัฐบาลเห็นถึงความสำคัญของการบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการและครอบคลุม เพื่อให้เกิดความยั่งยืนและมีความต่อเนื่องในการดำเนินการ พร้อมทั้งได้น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และแนวพระราชดำริด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำมาดำเนินการ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคม ความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน กับการรักษาสิ่งแวดล้อม

ปีนี้ รัฐบาลได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 12 ปี (พ.ศ. 2558 – 2569) เพื่อวางกรอบการดำเนินการอย่างเป็นระบบครบวงจร เน้นการมีส่วนร่วมและความร่วมมือของภาคประชาชนในแต่ละท้องถิ่น และอยู่ระหว่างการจัดทำพระราชบัญญัติน้ำ ซึ่งจะเป็นกฎหมายที่ควบคุมการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำได้ในทุกมิติ ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ฯ ดังกล่าว ไทยจะดำเนินการบริหารจัดการน้ำอย่างครบวงจรใน 3 ระดับ ได้แก่  การจัดการแหล่งน้ำ เน้นการอนุรักษ์ฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้ำที่เสื่อมโทรมและป้องกันการพังทลายของดิน ซึ่งมีส่วนในการรักษาระบบนิเวศและสร้างสมดุลทางธรรมชาติ อีกทั้ง มีแผนการผันน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติมากักเก็บไว้เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำระยะยาว เพื่อสร้างความมั่นคงทางน้ำให้กับประเทศ

การใช้น้ำ ตั้งเป้าหมายให้ทุกหมู่บ้านกว่า 7,000 หมู่บ้านทั่วประเทศมีน้ำสะอาดอุปโภคบริโภคภายในปี พ.ศ. 2560 เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีพของประชาชนทั้งภาคอุตสาหกรรม และภาคเกษตรกรรม ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญทางเศรษฐกิจของประชาชนในชนบทของไทย มีการสร้างความมั่นคงของน้ำสำหรับภาคการผลิต โดยจัดหาและพัฒนาแหล่งน้ำให้เพียงพอ ให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการรักษา และบริหารจัดการความต้องการในการใช้น้ำให้ครอบคลุม มีประสิทธิภาพ และให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมถึงการสร้างสมดุลระหว่างการอุปโภคบริโภค ในภาคครัวเรือน ภาคเกษตรกรรม และอุตสาหกรรม นอกจากนี้ รัฐบาลได้เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการโดยปรับปรุงฐานข้อมูลด้านน้ำและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องให้มีเอกภาพมากขึ้น

การบริหารจัดการน้ำเสีย โดยการลดน้ำเสียจากแหล่งกำเนิด และเพิ่มประสิทธิภาพระบบบำบัดน้ำเสีย รวมทั้งควบคุมการรุกตัวของน้ำเค็ม

นายกรัฐมนตรี ยังย้ำว่า รัฐบาลยังได้ให้ความสำคัญต่อการป้องกัน และลดผลกระทบจากภัยพิบัติที่เกี่ยวกับน้ำ ผ่านมาตรการเชิงรุก อาทิ การพัฒนาพื้นที่รับน้ำนอง ตามแนวทางพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่เรียกว่าโครงการ “แก้มลิง” สำหรับชะลอน้ำหลากเพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วม และสามารถเก็บกักน้ำไว้ใช้ในยามแล้งได้อีกทางหนึ่งด้วย รวมถึงการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน ด้วยการปรับตัวและเตรียมความพร้อมรับมือกับภัยพิบัติที่เกี่ยวกับน้ำ โดยขุดลอกคูคลองและหลีกเลี่ยงการปลูกสร้างอาคารบ้านเรือนขวางทางน้ำไหล

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากน้ำไม่สามารถรับรู้ถึงพรมแดนที่มนุษย์สร้างขึ้นได้ ดังนั้น ความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องน้ำในทุกระดับจึงเป็นสิ่งจำเป็น ดังนั้น ไทยได้ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการน้ำข้ามพรมแดนเสมอมา และได้ดำเนินการผ่านกรอบระดับอนุภูมิภาค เช่นคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง จัดตั้งขึ้นเพื่อป้องกันความขัดแย้งที่อาจจะเกิดขึ้น นอกจากนี้ เมื่อปี พ.ศ.2556 ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับผู้นำด้านน้ำแห่งภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ครั้งที่ 2 ที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งที่ประชุมได้ย้ำถึงความสำคัญของน้ำในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนผ่านปฏิญญาเชียงใหม่

นายกรัฐมนตรีกล่าวในตอนท้ายว่า น้ำคือชีวิต น้ำคือความอยู่รอดของมนุษยชาติ น้ำเกี่ยวข้องกับทุกคนไม่ว่าจะยากดีมีจนจะอยู่ในเมืองหรือชนบท ดังนั้น ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคประชาสังคม ภาคเอกชน และทุกคนในการบริหารจัดการน้ำ และใช้ทุกโอกาสเพื่อผลักดันให้น้ำเป็นกลไกสร้างความร่วมมือ เพื่อความกินดีอยู่ดี การเติบโตของเศรษฐกิจ ตลอดจนความสมดุลของระบบนิเวศอย่างยั่งยืนต่อไป