วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ชี้ภาวะสื่อไทยน่าห่วง ขาดตรวจสอบ ส่อถูกหลอกใช้เป็นเครื่องมือ

วงเสวนาชำแหละสื่อฯเพื่อปฏิรูป ชี้ภาวะสื่อไทยน่าห่วง ขาดการตรวจสอบ ส่อถูกหลอกใช้เป็นเครื่องมือ

ที่โรงแรมดิเอมเมอร์รัลด์ ถ.รัชดาฯ สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย จัดเวทีเสวนา เรื่อง ชำแหละสื่อเพื่อการปฏิรูป เนื่องในงานประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2558 โดยมีวิทยากรและนักวิชาการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

โดยนายเทพชัย หย่อง นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย กล่าวว่า การปฏิรูปสื่อฯ ถูก​พูดถึงจำนวนมากจากบุคคลภายนอกที่ไม่ใช่มาจากผู้ทำสื่อฯ​ และประเด็นที่ถูกพูดถึงดังกล่าวยังไม่ถูกให้ความสำคัญกับคนในวงการสื่อฯ จนถึงระดับที่รวมตัวเพื่อพิจารณาถึงประเด็นที่ถูกกล่าวถึง หรือกำหนดเป็นแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน ส่วนการปฏิรูปสื่อฯ​ช่วงที่ผ่านมา ยอมรับว่าเป็นกระแสที่แรง ที่ทำให้การปฏิรูปสื่อมีน้ำหนักและสื่อถูกตรวจสอบมากขึ้น โดยความเคลื่อนไหวในโซเชียลมีเดียถือเป็นแรงกดดันต่อการปฏิรูปสื่อด้วย ทั้งนี้ตนมองว่าการทำงานของสื่อฯ​มีจุดที่เป็นอันตราย คือ การบิดเบือนข้อมูลจากผิดให้เป็นถูกได้ ด้วยการลงข่าวเหมือนกันในหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ หรือโทรทัศน์ทุกช่อง อย่างกรณีการนำเสนอข่าวระเบิดราชประสงค์ที่ทราบว่าใครเป็นชายเสื้อเหลือง ที่หนังสือพิมพ์ทุกฉบับลงข่าวตรงกัน แต่เมื่อสอบถามว่าใครเป็นผู้ให้ข้อมูล กลับพบว่าไม่มีใครตอบได้ ซึ่งปรากฏการณ์ดังล่าวถือว่าเป็นความน่ากลัว นอกจากจะนำเสนอข่าวที่ผิดให้กลายเป็นถูกแล้ว หากมีคนรู้ช่องทางการทำงานของสื่อฯ อาจทำให้สื่อฯ ถูกหลอกใช้และตกเป็นเครื่องมือได้ง่าย

“ผมมองว่าหากวันนี้ หนังสือพิมพ์ไทย หรือโทรทัศน์ ประกาศถึงกลไกจริยธรรมภายใน และจะรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชน เมื่อทำผิดแล้วจะมีบทลงโทษที่ชัดเจน และเปิดโอกาสให้บุคคลภายนอกมีส่วนร่วมตรวจสอบ จะทำให้เกิดความน่าเชื่อถือได้ แต่วันนี้กลไกนี้ไม่เกิดขึ้น และมีคนพยายามผลักดันให้มีกฎหมายควบคุม ซึ่งสื่อเองต้องคิดด้วยว่าจะยอมรับบหรือไม่ กรณีที่ทำผิดจริยธรรมแล้วจะถูกลงโทษทางกฎหมายด้วย ขณะที่คุณภาพขององค์กรสื่อฯ และคนทำสื่อฯ​ จำเป็นต้องมีคุณภาพคู่กับความรับผิดชอบ ผมขอยกตัวอย่างภาพการทำข่าวทำเนียบรัฐบาล ปกติคนที่ไปทำข่าวหรือเข้าไปคุยกับผู้นำระดับประเทศ ต้องเป็นนักข่าวที่มีความรู้ มีประสบการณ์ และเข้าใจ แต่วันนี้กลับพบว่านักข่าวที่ตั้งคำถามเพื่อให้ได้ข้อความไปพาดหัวข่าวเท่านั้น หรือต้องการถามเพื่อให้นายกฯ พูดคำสบถออกมา เท่านั้น ผมมองด้วยว่าการทำหน้าที่ของสื่อฯ​ ต้องหนีไม่พ้นเรื่องของการทำให้คนดู หรือคนอ่านฉลาด และรู้เท่าทัน ไม่ใช่ทำหน้าที่เพื่อความสะใจเท่านั้น” นายเทพชัย กล่าว

ด้านนางเอื้อจิต วิโรจน์ไตรรัตน์ ผู้อำนวยการโครงการมีเดียมอนิเตอร์ กล่าวว่า ปรากฏการณ์ของการปฏิรูปสื่อฯ​ มักจะถูกกำหนดเนื้อหามาจากผู้มีอำนาจ แม้ปัจจุบันจะเข้าสู่ยุคดิจิตอล ผู้ประกอบการสถานีโทรทัศน์ดิจิตอลเป็นผู้ได้รับอนุญาตแทนการได้รับสัมปทาน แต่ต้องยอมรับว่ายังไม่หลุดพ้นวังวนของอำนาจรัฐ อีกทั้งการร้องขอให้สื่อฯ ทำเรื่องใด จะไม่สามารถทำได้ทันที เนื่องจากต้องคำนึงถึงความอยู่รอด จุดขายและจุดยืน ขณะที่สื่อวิทยุ ตนมองว่าการปฏิรูปยังไปไม่ถึงและทำได้ยาก เนื่องจากสถานีวิทยุมีภาครัฐถือครองเป็นหลักแม้สถานีวิทยุจะเป็นธุรกิจ แต่การจะดำรงอยู่ได้ ทั้งภาครัฐและภาคคธุรกิจอยู่กันแบบพึ่งพาบารมี ขณะที่สื่อหนังสือพิมพ์ ยอมรับว่าถูกกระทบจากการพัฒนาของเทคโนโลยีอย่างมาก ทำให้สื่อหนังสือพิมพ์ต้องปรับตัว เป็นสื่อออนไลน์มากขึ้น โดยภาพรวมแล้วภาวะของสื่อฯ​ คือ ความนิยมและความรับผิดชอบ รวมถึงต้องมีสิทธิ เสรีภาพ ที่ทำให้ได้จริงไม่ใช่เป็นเพียงคำพูดเท่านั้น ทั้งนี้ตนมองว่าเมื่อเทคโนโลยีการสื่อสารพัฒนาและมีความทันสมัยมากกว่าสมัยก่อนมาก แต่คุณภาพกลับมีน้อยลง ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะระบบคิด หรือมุมมองที่ไม่สามารถตอบโจทย์ในแง่ของการสร้างคุณค่าหรือสร้างประโยชน์ให้กับสังคมได้ เมื่อเทียบกับความนิยม ดังนั้น ในการทำงานของสื่อฯ​ควรเน้นการพัฒนาเชิงความคิด เพื่อให้สังคมถูกเติมเต็ม เช่น การรายการข่าวคู่ขัดแย้งต้องเป็นมากกว่าใครคือคู่ขัดแย้ง แต่ต้องมุ่งไปสู่การหาข้อสรุป ที่ทำให้สังคมอยู่ร่วมกันได้ ไม่ใช่แค่การรายงานข่าวเพื่อให้ได้ค่าตอบแทน หรือได้รับความนิยมเท่านั้น

“ปัจจุบันพบการนำเสนอข่าวที่เน้นแต่เรื่องที่คนสนใจมากกว่าเน้นเนื้อหา ส่วนหนึ่ง เป็นเพราะเป็นชุดบทเรียนว่าข่าวนี้ขายได้ อยู่ในความสนใจของคนมากกว่า ตามข่าวเป็นวาระและชิงพื้นที่ ทำให้สื่อถูกตั้งคำถามว่าใช้ทุนสูงมากกับการทำข่าวเรื่องบุคคลมากกว่ามีคุณค่าข่าวหรือเพื่อประโยชน์สาธารณะ ดังนั้นรูปธรรมที่เห็น คือความอยู่รอดที่ถูกท้าทายกับความเป็นนักวิชาชีพที่มีทักษะ ความสามารถ” นางเอื้อจิต กล่าว

 นายวสันต์​ ภัยหลีกลี้ อดีตรองประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ยอมรับว่าปัจจุบันการแข่งขันของสื่อฯ​มีสูงมาก และทำให้สื่อกลายเป็นธุรกิจที่หวังถึงตัวเลขของผลกำไร โดยไม่คำนึงว่าสิ่งที่นำเสนอนั้นมีผลกระทบต่อสังคมหรือไม่ ดังนั้นเมื่อระบุถึงเรื่องดังกล่าวต้องตั้งความหวังว่าสื่อฯ​ไม่หวังแต่เฉพาะกำไรส่วนตัว บนความเดือดร้อนของสังคมหรือบนความขาดทุนของสังคม โดยภาพการทำงานของคนทำสื่อฯ​ที่ผ่านมา โดยเฉพาะสื่อหนังสือพิมพ์​จะมีอุดมการณ์​ มีความคิด บทบาทสำคัญคือตรวจสอบรัฐ แต่เมื่อสื่อฯทำให้เป็นธุรกิจและคำนึงผลกำไรสูงสุด แม้มีสื่อหลากหลาย แต่เนื้อหาไม่มีความหลากหลาย ถือเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องปฏิรูป โดยสื่อฯ​ต้องให้ความร่วมมือทำเรื่องดังกล่าวด้วย ในประเด็นสำคัญ​คือคุณภาพของเนื้อหา อย่างไรก็ตามการทำงานของสื่อฯ​ หากขาดความรับผิดชอบแล้วจะทำให้สังคมถูกมอมเมาด้วยเรื่องน้ำเน่า ขาดวิจารณญาณได้

“สมัยก่อนก่อนที่จะปล่อยนักข่าวใหม่ลงสนามต้องผ่านการอบรมก่อนอย่างน้อย 3 เดือน ทั้งนี้ทำให้เห็นคุณภาพ แต่สถาบันหลักมืออาชีพขาดความน่าเชื่อถือเป็นสิ่งที่น่าห่วงมาก ทั้งนี้แนวทางแก้ไขทุกฝ่ายต้องช่วยกัน ไม่ใช่ว่าใครจะประกอบธุรกิจสื่อฯ ก็ทำได้ หรือการทำหน้าที่สื่อโดยไม่รับผิดชอบต้องร่วมกันแก้ไข รวมถึงการทำทีวีแล้วต้องการเป็นดารา มากกว่าทำหน้าที่ตรวจสอบอำนาจรัฐหรือสร้างประโยชน์กับสังคมต้องร่วมกันแก้ไข ทั้งสถาบันการศึกษา ที่ต้องผลิตคนที่มีดีเอ็นเอสื่อสาธารณะ รวมถึงองค์กรสื่อฯ​ต้องมีระบบการฝึก การสอนก่อนปล่อยลงสู่สนามแล้วไปตายเอาดาบหน้า หรือไปเรียนผิดเรียนถูกในสนาม” นายวสันต์ กล่าว

ส่วนนายสุเมธ สมคะเน ประธานสหภาพแรงงานกลางสื่อมวลชนไทย กล่าวว่า ตนมองว่าช่วงปัจจุบันเป็นภาวะฟองสบู่ของอุตสาหกรรมสื่อ เพราะโตเร็ว มีสถานีโทรทัศน์เกิดขึ้นจำนวนมาก และเกินกว่าการสร้างบุคลากรให้ทันกับการเกิดใหม่ ต่อให้มีคณะนิเทศศาสตร์ทั่วประเทศ แต่ตลาดแรงงานหรือธุรกิจสื่อฯ ไม่ได้จ้างคนที่จบใหม่ทั้งหมด แต่เลือกผู้ที่มีประสบการณ์เข้าไปทำงาน ทำให้การทำงานในสนามมีความผิดพลาด และถูกมองว่าสื่อไม่มีความรับผิดชอบและไม่มีวุฒิภาวะ ส่วนการปฏิรูปในเรื่องนี้องค์กรต้นสังกัดต้องให้ความสำคัญ และสร้างภูมิคุ้มกันให้กับคนข่าว เช่น การอบรมนักข่าวใหม่ก่อนปล่อยสู่สนามข่าว ​ทั้งนี้เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและนำไปสู่การปฏิรูปในพื้นฐาน ซึ่งมากกว่าการปฏิรูปเฉพาะโครงสร้างสื่อ ทั้งนี้ที่ผ่านมาตนมองว่าเราลืมในประเด็นของการปฏิรูปพื้นฐานที่จะทำให้นักข่าวอยู่ได้และมีภูมิคุ้มกัน ทำให้ตนไม่ทราบว่าการปฏิรูปที่เกิดขึ้นจะเป็นการปฏิรูปที่แท้จริงหรือเป็นการสร้างบาดแผลเพิ่มมากขึ้น

“งานข่าวสมัยนี้ไม่มีการรีเช็ค ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่าเป็นเพราะการเร่งรีบของกระบวนการแข่งขันข่าว หากใครเร็วจะได้รับความนิยมมาก ทั้งที่ความนิยมที่แท้จริงควรมาจากการได้รับความน่าเชื่อถือ ผมมองว่าเราควรร่วมสร้างมิติความน่าเชื่อถือมาก่อนความรวดเร็ว” นายสุเมธ กล่าว

ทางด้านนางพิรงรอง รามสูต อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ในภาคของการผลิตบุคลากรเพื่อเข้าสู่ตลาดข่าว ยอมรับว่ามีปัญหาเพราะสังคมเปลี่ยนไป และความคิดของนิสิต หรือ นักศึกษา จากภาวะความโด่งดังของการทำรายการบันเทิงของช่องหนึ่ง ทำให้นิสิต หรือนักศึกษาที่เรียนในภาควิชาวารสารเพื่อเป็นนักข่าวน้อยลง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะค่าตอบแทนต่ำ และต้นทุนที่จะก้าวไปสู่ความสำเร็จต้องใช้ต้นทุนสูง อีกทั้งบางองค์กรมีการควบคุมเหมือนราชการมาก ทำให้คนรุ่นใหม่ไม่ชอบ โดยสิ่งที่ทำให้คนรุ่นใหม่นิยม คือให้แสดงความคิด นำเสนอผลงานผ่านความคิดตนเองและไม่มีสายงานควบคุมมาก ดังนั้นประเด็นการปฏิรูปคนที่เข้ามาทำงานข่าวต้องปฏิรูปองค์กรข่าวด้วยเช่นกัน โดยต้องทำให้เกิดความเชื่อมโยงระหว่างอุตสาหกรรมสื่อ กับระบบการศึกษามากขึ้นเพื่อตอบโจทย์ซึ่งกันและกัน ขณะที่การทำงานของสื่อ ต้องยอมรับว่าสื่อฯ​คิดถึงแต่ตัวเองมากกว่าผู้รับสื่อ แม้ที่ผ่านมาจะตั้งองค์กรเพื่อกำกับดูแล แต่ท้ายสุดเพื่อสนองตอบกับตัวสื่อฯ

“ในประเด็นจริยธรรมต้องรับผิดชอบต่อสังคมเพื่อให้ผู้รับสารเป็นผู้ที่รู้แจ้ง ทั้งนี้เห็นด้วยกับกรณีที่ผู้ประกอบการสื่อฯ​จะเปิดรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชน แต่สิ่งที่ไม่เห็นด้วยอย่างที่สุดคือ การออกกฎหมายเพื่อให้เกิดกำกับจริยธรรม ทั้งที่การจะมีจริยธรรมของสื่อได้ ต้องเกิดจากภายในและจิตสำนึกของการปฏิรูปสื่อโดยบุคคลภายในองค์กรมีความสำคัญ” นางพิรงรอง กล่าว