"พล.อ.ประยุทธ์" นายกฯ ย้ำบทบาทไทย มุ่งลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเท่าเทียม วางรากฐานพัฒนา-ปฏิรูปประเทศ-ร่างรัฐธรรมนูญใหม่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับภารกิจการเข้าร่วมการประชุมสหประชาชาติระดับผู้นำเพื่อรับรองวาระการพัฒนาภายหลัง ปี ค.ศ. 2015 และการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 70 ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 23 กันยายน – 1 ตุลาคม 2558 นั้น การประชุมสหประชาชาติระดับผู้นำเพื่อรับรองวาระการพัฒนาภายหลังปีค.ศ. 2015 และการประชุมสมัชชาสหประชาชาติสมัยสามัญครั้งที่ 70 ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกาได้เริ่มขึ้นแล้วโดยปีนี้เป็นปีที่ผู้แทนระดับผู้นำประเทศเข้าร่วมประชุมมากที่สุดถึง193 ประเทศ และเป็นปีแรกที่สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ผู้นำคริสตจักรโรมันคาทอลิก เข้าร่วมประชุมและกล่าวปราศรัย ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ร่วมรับฟังการกล่าวปราศรัย ด้วย จากนั้นเป็นพิธีเปิดการประชุมเต็มคณะ การประชุมสหประชาชาติระดับผู้นำเพื่อรับรองวาระการพัฒนาภายหลังปีค.ศ. 2015
ทั้งนี้เวลา 12.00 น.ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งช้ากว่าเวลาประเทศไทย 11 ชั่วโมง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้าร่วมการประชุมสหประชาชาติระดับผู้นำเพื่อรับรองวาระการพัฒนาภายหลังปี 2015 และ กล่าวถ้อยแถลงในการประชุมกลุ่มย่อย หัวข้อขจัดความยากจนและหิวโหย เป็นเวลา 3 นาที ว่า เป็นเรื่องน่ายินดีที่ประชาคมโลกให้ความสำคัญกับการกำหนดวาระการพัฒนาเน้นการแก้ปัญหาอย่างสมดุลและยั่งยืนขจัดความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำให้บรรลุผลภายใน 15 ปีข้างหน้า สำหรับประเทศไทยแม้ว่าสัดส่วนของคนจนจะลดลงอย่างต่อเนื่องเหลือร้อยละ 10.53 ในปี 2557 แต่ความเหลื่อมล้ำยังคงเป็นปัญหาสำคัญของสังคมไทยจากโครงสร้างที่ไม่สมดุลและปัญหาการกระจุกตัวของการถือครองที่ดินและทรัพยากรของประเทศที่อยู่ในกลุ่มคนส่วนน้อยเท่านั้น
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสในสังคมและการเข้าถึงแหล่งทรัพยากรของประเทศอย่างทัดเทียมเพราะไม่ต้องการทิ้งใครไว้ข้างหลัง ไม่ต้องการให้สังคมไทยมีการใช้อำนาจเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง เบียดบังผลประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ สร้างความแตกต่าง แบ่งแยก เอารัดเอาเปรียบ จนเกิดความ อยุติธรรม และนำไปสู่การทุจริตคอร์รัปชั่น ที่เป็นรากเหง้าแห่งปัญหาความขัดแย้ง ความแตกแยกในสังคมไทยขณะนี้
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงการบริหารประเทศว่าช่วงแรกคือการพลิกฟื้นสันติสุข สร้างความสามัคคี และแก้ปัญหาเร่งด่วนทางสังคม และเศรษฐกิจของประเทศ ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเดินหน้าวางรากฐานการพัฒนา และวางแผนการปฏิรูปประเทศไทยอย่างครบวงจร ทั้งการร่างรัฐธรรมนูญของประเทศใหม่ ให้สอดคล้องกับบริบทของประเทศ และเปิดโอกาสการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างกว้างขวาง รัฐบาลมีความรับผิดชอบ ในการสร้างกรอบ กติกา ที่เอื้อให้คนทุกคนในสังคมได้รับโอกาสอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะด้านการศึกษา บริการทางการแพทย์ และทางสังคม ตลอดจนต้องได้รับการคุ้มครองโดยกระบวนการยุติธรรม
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า แนวทางการพัฒนาของประเทศของไทย ได้รับแรงบันดาลใจ จากปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่เน้นการเติบโตอย่างยั่งยืนและทั่วถึง บนหลักของ ความพอประมาณ มีเหตุผล และมีภูมิคุ้มกัน เพื่อเอาชนะความเสี่ยงและการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ จากทั้งภายในและภายนอกประเทศ ขณะเดียวกันต้องเสริมสร้างพื้นฐานทางด้านจิตใจของคนในชาติในทุกระดับ ให้มีคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต มีความรู้ที่เหมาะสม ดำเนินชีวิตด้วยความอดทน และรอบคอบ การแก้ไขปัญหาความยากจนและการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงนั้น มุ่งเน้นการพึ่งพาตนเอง ด้วยการสร้างงาน โดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ไม่เน้นวัตถุนิยม บริโภคนิยม ด้วยการสร้างรายได้ ที่ปราศจากความรับผิดชอบต่อสังคมส่วนรวม ให้ความสำคัญกับการปลูกฝังให้คนมีความสมดุล ระหว่างการผลิตกับการบริโภค มีจิตสำนึกที่เอื้ออาทร และอยู่กับธรรมชาติอย่างกลมกลืน
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า หลักการสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืนก็คือการรักษาความสมดุลทางเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมได้อย่างเหมาะสม ซึ่งตลอด 50 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยสามารถยกระดับการพัฒนามาเป็นประเทศรายได้ปานกลางระดับสูงได้ ก็ด้วยการประยุกต์ใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยรัฐบาลได้ดำเนินการส่งเสริมการทำเกษตรกรรมที่ยั่งยืน การทำเกษตรอินทรีย์ ลดการใช้สารเคมี ส่งเสริมตลาดชุมชน – ลดกลไกพ่อค้าคนกลาง – สร้างเครือข่ายธุรกิจเพื่อสังคม พัฒนาศักยภาพ SMEs เชื่อมโยงธุรกิจขนาดใหญ่ แบบพี่สอนน้อง แล้วเชื่อมโยงกับภูมิภาคและโลก รวมทั้ง การสร้างกลไกในการบริหารจัดการทรัพยากรแหล่งน้ำ – ที่ดิน –ป่าไม้ ของประเทศ อย่างบูรณาการและยั่งยืน ไม่เสียดุลยภาพทางสังคมและสิ่งแวดล้อม
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เชื่อมั่นว่าด้วยความร่วมมือกันสร้างความเข้มแข็งตั้งแต่ระดับชุมชน ท้องถิ่น และประเทศ สร้างความเชื่อมโยง โดยการช่วยเหลือประเทศเพื่อนบ้านและภูมิภาค จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำภายในประเทศ ลดช่องว่างในการพัฒนาระหว่างประเทศ และช่วยให้ประเทศกำลังพัฒนา สามารถขจัดความยากจนได้เร็วขึ้น เพราะการพัฒนาจะยั่งยืนได้ก็ต่อเมื่อทุกคน ทุกประเทศ ก้าวไปข้างหน้าพร้อม ๆ กัน ไม่มีคนใด หรือประเทศใดถูกทิ้งอยู่ข้างหลัง ความยากจน ความหิวโหย และความเหลื่อมล้ำ ถูกขจัดหมดไป มีการสร้างโอกาส สร้างงาน สร้างภูมิคุ้มกัน สร้างความพอดี ทั้งในการผลิตและบริโภค เพื่อให้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดของโลกใบนี้ ยั่งยืนสำหรับชนรุ่นหลังต่อไป
จากนั้นเวลา 14.00 น. นายกรัฐมนตรีตามเวลาท้องถิ่น ได้เปิดนิทรรศการเศรษฐกิจพอเพียงที่จัดอยู่ภายในสำนักงานสหประชาชาติ และกล่าวระหว่างชมนิทรรศการเศรษฐกิจพอเพียง ว่า ระบอบประชาธิปไตยในต่างประเทศ แตกต่างจากไทยตรงที่ประเทศเหล่านั้นประชาชนของเขาอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกัน แต่ของเรายังมีปัญหาความยากจน ประชาธิปไตยจึงทำให้คนเหล่านี้ไม่มีโอกาสขึ้นมาข้างบน เพราะปกครองโดยคนชั้นกลาง คนมีรายได้มากบริหารจัดการ เพราะฉะนั้นรัฐบาลนี้จึงพยายามที่จะเอาคนข้างล่างขึ้นมา ถ้าภายในประเทศดี การพัฒนาประเทศของโลกใบนี้จะไม่ใช่แบบนี้ ไม่ใช่มีประเทศรวย ประเทศจน และประเทศจนก็ต้องเรียกร้องขอประเทศรวยตลอดเวลา เราต้องสร้างความแข็งแกร่งของเราให้ได้ก่อน แล้วจึงหาใครมาช่วยมาลงทุนต่อยอดเพิ่มขึ้น ถ้าเราไม่จัดประชาธิปไตยให้เหมาะสมมันจะนำไปสู่การคอร์รัปชั่น ซึ่งจะทำให้ไม่สามารถแก้ปัญหาได้
“ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาคืออะไร คือวันนี้ วันนี้เรากำลังทำประวัติศาสตร์อนาคตเราอยู่ ถ้าเราทำไม่ดีก็จะเป็นประวัติศาสตร์ที่ไม่ดีกับลูกหลานเรา ไม่มีประโยชน์ที่จะทำให้ประเทศไปแบบนี้ ท้ายสุดเราต้องเป็นประชาธิปไตยที่ยั่งยืน มั่นคง ถ้าไม่ทำก็จะเกิดความเหลื่อมล้ำ การแก้ปัญหาความยากจนก็จะเกิดไม่ได้เพราะคนรวย คนจนมันห่างกันเยอะ อยากให้อธิบายให้ทุกคนรู้เรื่องเหล่านี้” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว





