“พิชิต” ชี้ 9 ปี รัฐประหารทำไทยติดกับดัก ขาดการพัฒนา แนะปรับสถาบันการเมืองจากรวมศูนย์ไปเป็นทุนนิยมปชต.
นายพิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวปาฐกถา เรื่อง “9 ปีที่ก้าวไม่พ้นรัฐประหาร 19 กันยา” เนื่องในในครบรอบการรัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ซึ่งจัดโดยกลุ่มประชาธิปไตยใหม่ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ว่า ตัวอย่างในต่างประเทศที่ขัดแย้งหรือต่อสู้ ระหว่างกลุ่มอำนาจเก่า และกลุ่มอำนาจใหม่ ในประเทศที่สามารถก้าวพ้นได้ จะมีความเจริญ แต่หากประเทศใดที่ไม่สามารถก้าวข้ามความขัดแย้งไปได้ จะกลายเป็นประเทศด้อยพัฒนา เช่น ประเทศในแถบลาตินอเมริกา ตนมองว่าการพัฒนาประเทศได้นั้นอย่าให้เป็นสังคมปิด หรือไม่ให้คนแสดงความเห็น ต้องทำให้เป็นสังคมเปิด คนสามารถคิดและตั้งคำถามได้ ถึงจะทำให้ประเทศพัฒนาได้ทางเศรษฐกิจและสังคม เหมือนกับประเทศในแถบอเมริกา รวมถึงต้องยุติความขัดแย้งทางการเมืองด้วย
“เกิดปัญหาภาคการเมือง ในหลายประเทศเอเชีย สามารถแก้ปัญหาได้ เช่น เกาหลีใต้สามารถผ่านปัญหาทางการเมือง ขจัดเผด็จการทหารออกไปได้เปลี่ยนเป็นประชาธิปไตย 20 ปีทำให้คนเกาหลีมีไฮเทค มีการพัฒนา , ประเทศญี่ปุ่น หลังจากแพ้สงครามโลกครั้งที่สอง ได้ทำการเมืองแบบพลเมือง และลดเผด็จการ, ประเทศไต้หวันที่มีความขัดแย้งภายในแต่เมื่อยุติได้ ประเทศก็พัฒนา, ประเทศมาเลเซีย ที่ปัจจุบันมีรายได้ต่อหัวสูงเป็น3 เท่าของรายได้ต่อหัวของประเทศไทย และตั้งเป้าให้สูงกว่านี้ ซึ่งประเทศมาเลเซียพยายามแก้ปัญหาการเมืองในประเทศ หรือ ประเทศจีนเริ่มต้นด้วยระบบสังคมนิยม พรรคคอมมิวนิสต์ เป็นระบบขูดรีด แต่จะไปไม่รอด ต้องปรับระบบเศรษฐกิจเป็นแบบตลาดเพื่อให้ไปได้” นายพิชิต กล่าว
นายพิชิต กล่าวด้วยว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจประเทศไทยเป็นจุดทางตัน สถาบันการเมืองต้องปรับ จากสถานบันการเมืองแบบรวมศูนย์ เป็นสถานบันการเมืองแบบทุนนิยมประชาธิปไตย ตนมองว่าตลอด 9 ปีที่ผ่านมามีรัฐประหารมาแล้ว 2 ครั้ง ทำให้สังคมไทยติดกับดัก ที่ยังหาทางออกไม่เห็น อย่างไรก็ตามการจัดงานวิชาการที่เกิดขึ้น แม้จะจองห้องไว้แล้วก็ยังทำไม่ได้ ซึ่งตนยืนยันว่าเนื้อหาที่พูดเป็นไปตามตำราที่สอน ไม่ใช่การปราศรัยทางการเมือง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อนายพิชิต ได้กล่าวปาฐกถาถึงช่วงดังกล่าวและกล่าวสรุปแล้ว ทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงจะใช้เวลาช่วงหนึ่งเพื่อชี้แจงถึงการรักษาความปลอดภัยและขอความร่วมมือในการทำกิจกรรม แต่ประชาชนที่ร่วมฟังเวทีดังกล่าวไม่ต้องการรับฟัง เพราะต้องการฟังเสวนาวิชาการพร้อมกับตะโกนว่าไม่อยากฟัง ทั้งนี้นายอนุสรณ์ อุณโณ คณบดีคณะสังคมฯ ได้ร้องขอให้ผู้ร่วมเสวนารับฟังเจ้าหน้าที่ ทำให้ประชาชนได้เงียบเสียงและรับฟังการชี้แจงจากพ.ต.ต. อรรถวิทย์ สายสืบ รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล1 ฐานะผู้ดูแลพื้นที่
โดยพ.ต.ต.อรรถวิทย์ กล่าวขอความร่วมมือให้งดการจัดกิจกรรมเดินทางไปยังอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยในช่วงค่ำ ตามที่ได้ประชาสัมพันธ์ไว้ในสื่อโซเชียลมีเดีย เนื่องจากถือว่าเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการชุมนุมในที่สาธารณะ และประกาศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ดังนั้น ตนมาด้วยความเป็นห่วงฐานะคนไทยขอความร่วมมืออย่าเดินออกไปภายนอกสถานศึกษา เนื่องจากผิดต่อกฎหมาย และมีความเสี่ยงที่จะถูกจับขณะที่การจัดเสวนาวิชาการในพื้นที่สถานศึกษานั้นสามารถทำได้





