วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'สมคิด'โทษโชคชะตาให้นั่งเก้าอี้รองนายกฯ

สัมนาสนช. 1 ปี “สมคิด” โทษโชคชะตาให้นั่งเก้าอี้รองนายกฯ ชี้ส่งออกไทย กำลังเป็นเก๊า ระบุจีดีพีไม่ใช่ตัวชี้วัดการพัฒนาประเทศ

ที่โรงแรมดุสิตธานี เมืองพัทยา อ.บางละมุง จ.ชลบุรี สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) จัดโครงการสัมมนาสมาชิกสนช. ประจำปี 2558 โดย นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช. กล่าวเปิดการสัมมนาตอนหนึ่งว่า สนช.เป็นองค์กรที่มีความสำคัญในการวางรากฐานที่มั่นคง ในการปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่ยั่งยืน ซึ่งหมายถึงประชาธิปไตยที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม โดยการดำเนินการของสนช.ที่ผ่านมาเป็นการดำเนินงานตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ซึ่งที่ผ่านมามีกฎหมายเข้ามาจำนวน 151 ฉบับ ผ่านความเห็นชอบไปแล้วจำนวน 119 ฉบับ นับว่าเป็นผลงานที่น่าพอใจ เพราะกฎหมายที่ออกไปนั้นเพื่อช่วยการบริหารราชการแผ่นดินนอกจากงานด้านกฎหมายสนช. ยังช่วยสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ให้เข้าใจหน้าที่ของสนช.ด้วย

จากนั้น นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนากยกรัฐมนตรี ปาฐกถาในหัวข้อ “เศรษฐกิจและการเมืองการปกครองของประเทศไทย” ว่า การเข้ามาสู่ตำแหน่งในครั้งนี้ไม่เคยคิดว่าต้องกลับมาอีก ตนคิดด้วยซ้ำว่าจะเลิกการเมืองโดยเด็ดขาด แต่หลายเรื่องพออายุมากขึ้นบางเรื่องต่อให้เดินหนีก็ต้องประสบ เพราะเป็นเรื่องของโชคชะตา ซึ่งมักส่งให้ตนมาทำงานในช่วงที่ยากลำบากไม่เคยสบายแต่ก็ถือว่าเป็นหน้าที่ ในช่วงที่ปลอดการเมืองตนเดินทางบ่อยก็คิดว่าจะทำอย่างไรให้ประเทศไทยทัดเทียมประเทศอื่น ซึ่งตอนที่ตนเป็นที่ปรึกษาคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตนดูแล้วว่าถ้าวิธีการทำงานยังเป็นแบบนี้อยู่จะเป็นปัญหา จึงแอบสั่งการไว้เพื่อเป็นการเตรียมพร้อม เมื่อเข้ามาทำงานก็สั่งการให้ดำเนินการได้ทันที โดยนำนโยบายที่คิดไว้ล่วงหน้าเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ภายใน 2 สัปดาห์หลังรับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี นอกจากนี้ ตนยังได้กำชับให้ทุกฝ่ายกำกับดูแลเรื่องการใช้จ่ายให้ดี พร้อมทั้งพยายามทำในสิ่งที่ถูกต้องไม่ให้เกิดผลเสีย ซึ่งนโยบายส่วนใหญ่ได้รับมอบหมายจากนายกฯ โดยขอให้ตนข่วยขับเคลื่อนให้เดินต่อ ซึ่งตนพยายามปฏิบัติตามนั้น

นายสมคิด กล่าวว่า การหยิบยกโครงการกองทุนหมู่บ้าน ซึ่งเป็นกลไกที่เกิดขึ้นมาหลายปีแล้วมาเป็นกลไกหนึ่งในการบริหารราชการของรัฐบาลขณะนี้ เพราะช่วงที่ผ่านมาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ทำให้ชาวนารายได้ไม่พอ ประกอบกับสิ่งที่รัฐบาลให้ไปไม่เพียงพอ เมื่ออำนาจซื้อไม่เพียงพอทำให้เศรษฐกิจโดยรวมขาดพลัง เปรียบเหมือนคนแก่ที่ร่างกายยังดี แต่ชีพจรเต้นไม่แข็งแรง ช่วงแรกไม่เป็น แต่หากปล่อยนานไปชีพจรไม่เลี้ยงร่างกายสุดท้ายทั้งร่างก็จะเกิดปัญหา เหมือนประเทศที่ขณะนี้ธุรกิจระดับบนยังแข็งแรง บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ยังดี แต่อำนาจการซื้อของฐานรากอ่อนแอก็จะทำให้ผลประกอบการรายใหญ่ชะลอตัว ลักษณะดังกล่าวหากปล่อยไว้นานจะเกิดปัญหาทางสังคม เศรษฐกิจ อีกทั้งความขัดแย้งจะเกิดขึ้น คนจนจะคิดว่าเราละเลยทำให้ใครมาปลุกปั่นได้ง่ายมาก ซึ่งภาพรวมนี้ รัฐบาลจึงตัดสินใจใช้ 2 กลไก คือ 1.กลไกกองทุนหมู่บ้านให้บริหารจัดการกันเอง และ 2.กลไกตำบลละ 5 ล้านบาท เพื่อเป็นการหว่านเมล็ดให้เกิดโครงการที่ยั่งยืนได้ ซึ่งสิ่งที่ตนบอกนายกฯ คือทำอย่างไรให้โครงสร้างเศรษฐกิจสองขาเท่ากัน คือขาการส่งออก และขาของชนบทที่จะทำอย่างไรให้แข็งแรงสมบูรณ์ เป็นที่มาของการปฏิรูปการเกษตร การท่องเที่ยว และการทำให้บรรยากาศการค้าขายคึกคัก ซึ่งความสามารถของประเทศจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อเราสร้างความเข้มแข็งภายในได้ 

นายสมคิด กล่าวต่อว่า 30 ปีที่ผ่านมาเราเน้นแต่การส่งออก ทั้งที่สิ่งสำคัญสุดคือ เศรษฐกิจภายในประเทศ เมื่อการส่งออกดีก็ปลื้มใจว่า ตัวเลขจีดีพีดีน่าพอใจ แต่จุดมุ่งหมายการพัฒนาประเทศไม่ใช่การมองจีดีพี เพราะจีดีพีเป็นบั้นปลาย เมื่อฉีดเงินเข้าไป จีดีพีก็ดีขึ้นมา แต่สุดท้ายมันก็ตก จึงเป็นที่มาของการปฏิรูป อะไรที่ทำได้ก่อนให้ทำเลย ซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐบาล และคสช. เนื่องจากมีเวลาทำงานอีก 1 ปีครึ่งตามโรดแม็ปใหม่ ทั้งนี้ ประเทศไทยต้องพิจารณา 3 ด้านหลัก คือ 1.ทำอย่างไรให้โครงสร้างเศรษฐกิจ 2 ขาเท่ากัน คือขาการส่งออกกับขาชนบท ซึ่งตนเชื่อว่าทำได้แต่ทำยาก เพราะการบริหารราชแผ่นดินของเรายังล้าสมัย 2.ความสามารถของประเทศ ที่ผ่านมาความสามารถของประเทศเราอยู่ที่การส่งออก แต่วันนี้ขาที่แข็งแรงของการส่งออกเริ่มจะเป็นเก๊า กระดูกเริ่มพรุน เราต้องเสริมเหล็ก ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่มีอยู่เริ่มล้าสมัย ดังนั้น ต้องดูตัวอย่างของเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และอิตาลี ว่าทำอย่างไร รวมทั้งระบบการศึกษาโดยเฉพาะมหาวิทยาลัยที่เน้นผลิตบุคลากรโดยไม่ตอบโจทย์ความต้องการพื้นฐานทางเศรษฐกิจแต่ละพื้นที่ เช่น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ที่อยู่ในพื้นที่ที่มีความเข้มแข็งด้านการท่องเที่ยว และการประมง แต่กลับผลิตนักศึกษาให้เหมือนกับส่วนกลาง

นายสมคิด กล่าวว่า 3.ระเบียบวีธีการบริหารราชการแผ่นดินที่ยังล้าสมัย เช่น การจัดสรรงบประมาณที่ยังเป็นแบบรายจ่าย รายรับมีเพียงการจัดเก็บภาษี เรื่องเทคโนโลยีหรือไอซีที ที่ยุคสมัยนี้ เพราะระบบข้อมูลสื่อสาร เป็นเรื่องที่สำคัญ ทำอย่างไรให้ระบบข้อมูลของทุกหน่วยงานสามารถเชื่อมโยงข้อมูลได้ ทั้งเศรษฐกิจ การศึกษาฯ แต่เป็นเรื่องที่น่าเศร้าที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสท.) ทำเรื่องระบบดิจิตอลที่ให้เป็นประโยชน์แต่กลับไปทำแต่เรื่องประมูลเพียงอย่างเดียว ซึ่งนายกฯบอกว่า มีเวลาเพียงปีครึ่งเท่านั้นที่จะเดินตามโรดแมป แต่เวลาปีครึ่งก็ไม่ยาวไม่สั้น ต้องเลือกทำเรื่องใหญ่ๆที่ทำแล้วเกิดการเปลี่ยนแปลง ยืนยันว่า ตนไม่กลับมาการเมืองอีก เพราะอนาคตทางการเมืองไม่มี

“ดังนั้น การปฏิรูปจะทำได้หรือไม่อยู่ที่รัฐบาล แต่หัวใจของการปฏิรูปคือการขับเคลื่อนของประชาชน ถ้ายังไม่สามารถทำให้ประชาชนตื่นตัวได้ก็ยังไม่สามารถปฏิรูปได้และการแก้ปัญหาคอรัปชั่น ถ้าประชาชนไม่ตื่นตัวก็ไม่สำเร็จ เพราะคนหน้าด้านยังอยู่ ไม่ใช่ฝ่ายข้าราชการที่หน้าด้าน แต่ถ้าภาคเอกชนไม่ให้ เขาก็ไม่รับอยู่แล้ว“ นายสมคิด กล่าว