"วิษณุ"ระบุร่างกฎหมายของไทยไม่เคยทำวิจัย เลยไม่มั่นคง ระบุต้องแก้พ.ร.บ. ก่อนไทยเข้าเออีซี
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ได้กล่าวบรรยายในงานสัมมนาทางวิชาการในหัวข้อเรื่อง“งานวิจัยของรัฐสภากับการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน” ที่โรแรมรอยัลริเวอร์ โดยตอนหนึ่งกล่าวว่า ประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมาไม่ได้ร่างกฎหมายด้วยกระบวนการทางการวิจัย ซึ่งเคยมีคนต่างชาติมาถามคนไทยว่าร่างกฎหมายแต่ละอย่างมีการวิจัยก่อนหรือไม่และคนไทยเองก็ตอบว่าไม่ ส่วนมากคนไทยร่างกฎหมายขึ้นมาจากประสบการณ์ทำให้คนต่างชาติตกใจมาก และสิ่งนี้เองที่แตกต่างจากต่างประเทศ ที่เขาร่างกฎหมายจากประสบการณ์ 30 เปอร์เซ็นต์ วิจัยอีก 70 เปอร์เซ็นต์ และบางครั้งก็ต้องมีการทดลองนำร่องก่อนเพื่อให้ให้แน่ใจว่าสิ่งนี้ดี จนกระทั่งสามารถนำใช้ไปเป็นกฎหมายได้ ซึ่งการร่างรัฐธรรมนูญทั้งหมดรวมไปถึงฉบับที่ถูกคว่ำไปนั้น กรรมาธิการ(กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญแต่ละคนก็ร่างจากประสบการณ์ส่วนตัวของตนเองเท่านั้นไม่เคยมีความวิจัยเลย
"คราวที่แล้วร่างกัน 36 คนอาจารย์บวรศักดิ์ก็เอาประสบการณ์จากที่เคยเขียนมาแล้ว 2 ฉบับ นพ.กระแส ชนะวงศ์ ก็เอาประสบการณ์จากที่เคยเป็นสมาชิกผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ส่วนอาจารย์เจษฎ์ โทณะวณิก ก็เอาประสบการณ์จากที่เคยสอนหนังสือ ด้านคุณคำนูณ สิทธิสมาน ก็เอาประสบการณ์จากที่เคยไปต่อสู้กับเสื้อเหลืองเสื้อแดงมาเยอะแยะ ทุกคนเอาประสบการณ์มาร่าง ซึ่งก็ไม่ผิด แต่มันไม่เป็นวิทยาศาสตร์ ถ้าจะให้เป็นวิทยาศาสตร์จริงจะต้องเอามาวิจัยและเอามาพัฒนา เอามาแปรรูปเป็นรัฐธรรมนูญ"นายวิษณุ กล่าว
ที่ผ่านมานั้นมีการวิจารณ์ว่าถ้าหากร่างรัฐธรรมนูญแล้วมีการวิจัยแบบที่ตนบอกก็คงต้องใช้เวลากันราวๆ 5 ปี แต่ว่าเวลาร่างรัฐธรรมนูญขณะนี้นั้นมีแค่ไม่กี่เดือน เรื่องนี้ตนคิดว่าความจริงการวิจัยสามารถทำได้ในเวลาที่จำกัดอาทิ จะทำอย่างไรจะได้การเลือกตั้งแบบที่ดีที่สุด ก็ไปแบ่งทีมวิจัยมา ทำอย่างไรจะทำให้ประเทศชาติสงบและมั่นคง ไม่ทะเลาะกันเหมือนก่อนวันที่ 22 พ.ค.ปี 2557 ก็ไปแบ่งทีมมาวิจัยกันมา แบ่งหัวเรื่องกันวิจัยแล้วนำเอามาผลของการวิจัยในแต่ละเล่มนำมาแปรผลเป็นมาตราแล้วจัดทำเป็นรัฐธรรมนูญ แบบนี้ตนคิดว่าก็สามารถทำได้
นายวิษณุ กล่าวว่า เช่นเดียวกับการออกกฎหมาย พ.ร.บ. ทั้งหลาย ถ้ามีการวิจัยมาก่อน ตนคิดว่าจะทำให้กฎหมายนั้นศักดิ์สิทธิ์ แน่นหนาและมั่นคง ซึ่งไม่ต้องกลัวว่าจะมีการคัดค้าน แต่ที่ผ่านมานั้นไม่เคยมีการวิจัยมา ก็เลยทำให้กฎหมายรวน ที่ผ่านมาเคยมี พ.ร.บ. เข้ามาที่สภา พอออกมาจากสภา ส่งไปทูลเกล้าฯ หลังจากประกาศใช้เพียงแค่วันเดียว วันต่อมารัฐบาลก็เสนอแก้กฎหมายนั้นเข้าสภาเลย เพราะพบว่ามันผิด ไม่สามารถนำไปใช้ได้ ซึ่งรัฐบาลก็โดนโจมตีมากว่าทำงานไม่ละเอียดรอบคอบ ซึ่งอย่าว่าแต่ พ.ร.บ.เลยที่ประกาศวันนี้พรุ่งนี้แก้ แม้แต่รัฐธรรมนูญปี พ.ศ. 2517 มีการประกาศใช้ไปแล้ว แต่ 7 วันต่อมาก็ถูกเสนอแก้ เพราะว่าไม่เคยมีการวิจัยมาก่อน ร่างจากประสบการณ์ส่วนตัวของผู้ร่าง ทำให้ถูกคัดค้านจากผู้อื่นที่มีประสบการณ์แตกต่างกันออกไป
ที่ผ่านมามีผลการวิจัยฉบับหนึ่งได้บ่งบอกชัดเจนว่าเหตุผลของการทุจริตในประเทศไทยมาจากการที่หน่วยงานราชการไม่ได้ดำเนินการบริการให้สะดวกกับประชาชนผู้มาติดต่อ ซึ่งผู้ต้องการจะได้รับความสะดวกนั้น ก็จะต้องจ่ายเงินใต้โต๊ะ ดังนั้นการจะลดปัญหาทุจริตก็ต้องอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนมากขึ้น ในที่สุดแล้วผลการวิจัยฉบับนี้นั้นก็ทำให้เกิด พ.ร.บ. ฉบับใหม่ขึ้นมาคือ พ.ร.บ. การอำนวยความสะดวกในการอนุญาตของทางราชการ พ.ศ.2558 ขึ้นมา
ในอีก 3 เดือนประเทศไทยจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียนแล้ว แต่ขณะนี้เรายังมีกฎหมายที่เป็นปัญหาอยู่นั้นขัดกับข้อตกลงอาเซียนเป็นจำนวนมาก ซึ่งควรที่จะมีการแก้ไข อาทิเรื่องการประมง การท่องเที่ยว ตอนนี้กฎหมายอะไรก็ตามที่ระบุว่าผู้ที่ขอใบอนุญาตทำธุรกิจต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทย กฎหมายแบบนี้ถือว่าขัดต่อข้อตกลงอาเซียนโดยชัดเจน เพราะเป็นการเลือกปฏิบัติ ต้องแก้ไขเพื่อลดการเลือกปฏิบัติไม่ให้เกิดขึ้น เพราะว่าประชาคมอาเซียนเป็นประชาคมเดียวกัน และการแก้ไขก็ต้องแก้ผ่านการวิจัย เพื่อไม่ให้ขัดกับข้อตกลงอาเซียน





