วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ประยุทธ์' ปั่นจักรยาน 'stronger together'

นายกฯ-ครม.ปั่นจักรยาน "stronger together" รอบทำเนียบ สานต่อพระราชปณิธาน "สมเด็จพระบรมฯ"

เมื่อเวลา 08.00น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นำคณะรัฐมนตรี (ครม.) ปั่นจักรยานรอบทำเนียบรัฐบาล ก่อนเข้าเป็นประธานการประชุมร่วม ครม. คสช. และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยมีรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเข้าร่วมกิจกรรม มีแต่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี และพล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี ไม่ได้ร่วมปั่นจักรยานในครั้งนี้ โดยก่อนขึ้นปั่น ผู้สื่อข่าวถามว่า ครั้งนี้ปั่นจักรยานเพื่อโอกาสพิเศษอะไร นายกรัฐมนตรีตอบว่าปั่นเพื่อประเทศชาติ โดยพล.อ.ประยุทธ์ ได้นำรถจักรยานเสือภูเขา ยี่ห้อลุ๊ค 977 ปี 2016 มาขี่ ซึ่งเป็นคนละคันกับที่พล.อ.ประยุทธ์ นำมาร่วมขี่ในกิจกรรม “bike For mom ปั่นเพื่อแม่”

ผู้สื่อข่าวรายงาน พล.อ.ประยุทธ์ ได้ปั่นจักรยานรอบทำเนียบรัฐบาลจำนวน 8 รอบ และปั่นขึ้นไปหน้าตึกไทยคู่ฟ้าอีก 2 รอบ เพื่อรอบรรดารัฐมนตรีที่ยังปั่นไม่ครบรอบ จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ และครม. ได้ถ่ายภาพร่วมกันบริเวณสนามหญ้าตึกไทยคู่ฟ้า พร้อมกับให้สัมภาษณ์ว่า เป็นการสร้างการออกกำลังกาย เพื่อออกกำลังกายให้ต่อเนื่อง เป็นตัวอย่างให้ประชาชนทุกคนได้สนใจ พระองค์ทรงมีพระราชปณิธานมาก็ทำต่อไป ใครได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น มากบ้างน้อยบ้างก็แล้วแต่ไม่ได้บังคับใครอยู่แล้ว รวมถึงเพื่อให้ครม. แข็งแรง จะทำงานให้พวกเธอได้ไง ไม่อย่างนั้นมัวแต่ทำงานแล้วไม่ได้ค่อยออกกำลังกายแล้วจะไม่สบาย คงไม่ใช่ขี่วันเดียวทุกท่านขี่อยู่ที่บ้านอยู่แล้ว และเห็นถึงผลดีของการออกกำลัง ฝากเชิญชวนประชาชนทุกคนด้วยเพื่อสนองพระราชปณิธาน ของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ที่ได้ทรงริเริ่มให้มีการขี่จักรยาน “bike For mom ปั่นเพื่อแม่” เมื่อส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งก็ต้องทำอย่างต่อเนื่อง สำหรับเสื้อ our home our country stronger together เป็นคำที่ตนคิดไว้ และมีคนไปทำมา ซึ่งจะแจกจ่ายตามหน่วยงานราชการ ถือว่าเขาร่วมมือแม้ไม่ได้ขี่กับเรา แต่ก็เห็นความสำคัญในการออกกำลังกาย และเห็นชอบกับเราว่าวันนี้ประเทศชาติต้องเข้มแข็ง stronger together เราจะต้องเจริญเติมโตและแข็งแกร่งไปด้วยกัน

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 14 ก.ย. ตน ไปเป็นประธานงาน “มาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ของประชาชนผู้มีรายได้น้อย และมาตรการกระตุ้นการลงทุนขนาดเล็กของรัฐบาลทั่วประเทศ” ได้พูดคุยกับประชาชนผู้มีรายได้น้อย และผู้ที่ประกอบอาชีพทางการเกษตร จำนวน 8,000 กว่าคนเพื่อที่จะทำให้เขาเข้มแข็งขึ้นเหมือนกัน ตนจึงบอกว่ามันจะต้อง stronger together ด้วยกันทั้งเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดย่อม เอสเอ็มอี เกษตรชุมชนต่าง ๆ ก็ต้องดูแลทั้งหมด วันนี้ปัญหาเรามีแต่เพียงว่า งบประมาณเราจำกัดในการหารายได้เข้าประเทศ ช่วงนี้เราก็ให้ไปเท่าที่สามารถทำได้โดยที่ไม่มีผลกระทบอย่างอื่น ถ้าเราช่วยกันทุกคนเข้มแข็งขึ้น รายได้มากขึ้นก็จะกลับไปสู่ประชาชนได้มากยิ่งขึ้น

พร้อมทั้งการลงทุนต่าง ๆ ที่ติดขัดมานาน ฝากพวกเราบอกทุกคนด้วย บอกพี่น้องชาวเกษตรว่าตนนึกถึงทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ประกอบอาชีพการเกษตรทุกคน ซึ่งรัฐมนตรีก็คิดกันทุกวันว่าจะทำอย่างไร เมื่อวันที่ 14 ก.ย. ก็มีคนมาพูดอยู่ว่า อยากได้ซัก 20 ล้านในกองทุนหนึ่ง ถ้าพูด 20 ล้านทั้งหมดมี 70,000 กว่าหมู่บ้านก็เท่ากับ 150,000 ล้านบาท ก็เลยต้องให้เท่านี้ไปก่อน กองทุนละ 1 ล้านไปก่อน เมื่อแข็งแรงขึ้นก็คอยดูแล แต่สิ่งที่ให้ไป ไม่ใช่เอาไปใช้จ่าย เอาไปสร้างรายได้เพิ่มมากขึ้น เช่น ทำแหล่งน้ำของตัวเอง เปลี่ยนเป็นระบบน้ำหยดมากน้อยก็แล้วแต่เขาไม่บังคับ เพราะเป็นการบริหารกองทุนของประชาชนเอง

เพราะฉะนั้นต้องเรียนรู้ว่า จะทำอย่างไรให้เงินทุกบาท ทุกสตางค์เกิดประโยชน์ เรื่องหนี้ต่างๆ ก็คอยทำไปซึ่งรัฐบาลก็หาทางช่วยแก้ไข ส่วนเรื่องการลดต้นทุนการผลิตก็ได้เร่งรัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทยไปแล้ว ซึ่งรัฐบาลก็ต้องเร่งให้เร็วขึ้น ทั้งเรื่องเมล็ดพันธุ์พืช ค่าปุ๋ย ค่าเช่าที่ดิน เรื่องความรู้เทคโนโลยี เครื่องจักร เครื่องไม้ เครื่องมือ ก็กำลังจัดหาอยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อลดค่าใช้จ่ายของเกษตรกรที่จะได้ไม่ต้องไปเช่าเครื่องมือ ฉะนั้นก็ต้องร่วมกลุ่มกันให้มากขึ้น เหมือนกับเอสเอ็มอีถ้าเล็ก ๆ ก็คงไม่ไหว เพราะมีเป็นล้าน ขอให้ร่วมกลุ่มในลักษณะเป็นเครือข่ายแล้วสนับสนุนซึ่งกันและกัน จะได้เป็นกลุ่มรัฐบาลก็จะช่วยเป็นกลุ่มจะได้ง่ายกว่า ตรงนี้ก็เป็นแนวคิดของรัฐบาล