วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

มหาดไทยกลไกหมุนเงินสู่'ฐานราก'

แผนการกระตุ้นเศรษฐกิจให้กับประชาชนผู้มีรายได้น้อย นับจากนี้ไปชัดเจนว่ารูปร่างคล้ายที่เคยเกิดขึ้นในอดีตที่เรียกกันว่า"กองทุนหมู่บ้าน"

แผนการกระตุ้นเศรษฐกิจให้กับประชาชนผู้มีรายได้น้อยนับจากนี้ไป ชัดเจนว่ารูปร่างคล้ายที่เคยเกิดขึ้นในอดีตที่เรียกกันว่า"กองทุนหมู่บ้าน" ที่เคยเกิดขึ้นในยุค "ประชานิยม" เฟื่องฟูจากอดีตสู่ปัจจุบัน เรื่องเหล่านี้หนีไม่พ้นหน้าที่ของ "กระทรวงมหาดไทย"ที่ต้องเข้าไปเป็นกลไกขับเคลื่อน"กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง"ในฐานะที่คลุกคลีใกล้ชิดประชาชนทั่วประเทศ ถือเป็นหน่วยปฏิบัติประสานให้สำเร็จเป็นไปตามเป้าหมายของรัฐบาลที่ต้องการคืนความสุขให้กับประชาชน  

พิจารณาตามโครงสร้าง พ.ร.บ.คณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ พ.ศ.2547 มาตรา 16 เห็นได้ค่อนข้างชัดเจนประธานใหญ่ย่อมหนีไม่พ้นหน้าที่ของ"พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" นายกรัฐมนตรี หรือบุคคลที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย ในที่นี้บุคคลที่ถูกวางตัวเข้ามาวางหมากกำหนดทิศทางมาตรการแก้ไขปัญหาในระยะสั้น-ระยะยาว ให้กับประชาชนผู้มีรายได้น้อย ชัดเจนคือ"สมคิด จาตุศรีพิทักษ์"รองนายกรัฐมนตรี เป็นกูรูคุมทีมหัวหน้าเศรษฐกิจ  

วางเป้ากำหนดตั้งโจทย์แหล่งเงินงบประมาณให้กับ"อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์" รมว.คลัง ในฐานะรองประธานกองทุนคนที่ 1 เคาะแหล่งเงินสินเชื่อเบื้องต้น มาจากธนาคารออมสิน (ธอส.) จำนวน 30,000 ล้านบาท ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) จำนวน 30,000 ล้านบาท ขีดเส้นทางการเทจ่ายเม็ดเงินให้กับกองทุนฯระยะเวลา 7 ปี โดยในช่วง 1-2 ปีแรกดอกเบี้ยเป็นอัตราร้อยละ 0 ต่อปี เรียกได้ว่าทุนยังไม่หายกำไรยังไม่เพิ่ม อยู่ในขั้น “ฟรีดอกเบี้ย” แล้วค่อยมาเก็บดอกผลในช่วงปีที่ 3-7 ในอัตราดอกเบี้ยเท่ากับต้นทุนทางการเงินบวกด้วยร้อยละ 1 ต่อปี แล้วเสริมโปรโมชั่นให้เงื่อนไขสามารถรีไฟแนนซ์ได้  

มือไม้เจ้าของสโลแกน"บำบัดทุกข์ บำรุงสุข"คอยประสานกำกับตัวเร่งต่อยอดอย่าง"พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา" รมว.มหาดไทยหรือ"บิ๊กป๊อก" ยังมีปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นกรรมการ และอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชุนเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง เมื่อถูกวางบทบาท "บิ๊กป๊อก"เกี่ยวข้องเป็นรองประธานกองทุนคนที่ 2 ย่อมถือเป็นตัวกลางขับเคลื่อนให้แผนเป็นไปตามระยะเวลา  

บทบาทหน้าที่ของ"กระทรวงมหาดไทย" ที่เห็นจึงเป็นคนกลางมือไม้ไปหว่านเมล็ดเงินให้กับประชาชนได้นำมาใช้ให้เกิดมรรคผลในอนาคตแล้วรอผลเห็นได้ในเวลาที่กำหนดเอาไว้ ส่วนมือไม้ในภูมิภาคที่เห็นได้มี"ผู้ว่าราชการจังหวัด" เป็นประธานคณะอนุกรรมการสนับสนุนระดับจังหวัด ปลัดจังหวัดเป็นรองประธานฯ พัฒนาการจังหวัดเป็นอนุกรรมการและเลขานุการ และหัวหน้ากลุ่มงานแผนงานและข้อมูลสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดเป็นอนุกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการคนที่ 1 ขณะที่โครงสร้างของคณะอนุกรรมการสนับสนุนระดับอำเภอ ตามระเบียบฯ พ.ศ.2551 ข้อ 16 กำหนดให้นายอำเภอเป็นประธาน ปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มหรือฝ่ายเป็นรองประธาน พัฒนากรอำเภอเป็นอนุกรรมการและเลขานุการ และเจ้าหน้าที่สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอจำนวนหนึ่งคนเป็นอนุกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ  

โครงสร้างที่เห็นเป็นเพียงกลไกลผลักดันความมุ่งหวังในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในภาวะที่รัฐบาลที่กำลังเข้ามาสร้างความปรองดองชูการปฎิรูปในหลายๆด้าน แต่เรื่องเศรษฐกิจเป็นเสาหลักในการค้ำยันความเชื่อถือของประชาชนต่อการบริหารประเทศ ตอนนี้"บิ๊กหัวแถว" แก้ปัญหาเศรษฐกิจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กำลังมอบสิ่งเหล่านี้ให้กับผู้ว่าราชการทั่วประเทศในช่วงของวันที่ 16- 18 กันยายนนี้ โดยเน้นการบูรณา ขันน็อตป้องโกงวางหลักเกณฑ์ในการร่วมกันทำงานแก้ไขปัญหาชาวบ้านผู้มีรายได้น้อย  

แต่ปัญหาใหญ่หากยึดโยงจากอดีตที่เคยมีการทำงานแก้ไขในลักษณะประชานิยมมีชาวบ้านแห่ไปกู้ยืมเงินไปใช้ในลักษณะฟุ่มเฟือย ไม่ใช่การนำเงินไปลงทุนสร้างรายได้ให้เกิดขึ้นแบบแท้จริง เช่น การกู้ไปซื้อมือถือ ผ่อนมอเตอร์ไซค์ รอบนี้เปิดกว้างกระบวนการกู้ยืมมีรูปลักษณ์เป็นนิติบุคคลคล้ายสหกรณ์ มีกรรมการดูแลกว่า 10 คน ซึ่งเป็นข้อกังวลของฝ่ายปฏิบัติว่าการขับเคลื่อนโครงการในครั้งนี้ จะอุดช่องโหว่ในเรื่องนี้ได้หรือไม่  

"ต้องไม่ประมาทในความสามารถพิเศษของคนไทยที่ไม่อาจมองข้าม โดยเฉพาะเรื่องการทุจริต ควรมีการนำข้อผิดพลาดในอดีตมาพิจารณาเพื่อวางกรอบป้องกันความเสียหายที่อาจซ้ำรอยอย่างที่ผ่านมาไม่ให้เกิดกรณีวัวหายแล้วค่อยคิดล้อมคอก" เจ้าหน้าที่ระดับนโยบายรายหนึ่ง กล่าว  

นอกจาก"กองทุนหมู่บ้าน"แล้ว ยังมีอีกส่วนในแผนกระตุ้นเศรษฐกิจที่กระทรวงมหาดไทยจะเข้าไปมีบทบาท คือ "มาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ระดับตำบล" 

สุดท้ายต้องดูว่า"ประชานิยม"ยุคคสช.จะสามารถครองใจประชาชนได้มากน้อยเพียงใด!