เลขาฯกปปส. จี้ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง-สร้างกติกาเป็นธรรม หนุนเปิดเวทีให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมเพื่อผลประโยชน์ของประเทศ
เมื่อวันที่ 12 ก.ย. เวลา 13.25 น. ที่ห้องประชุมอิศรา อมันตกุล ชั้น 3 สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ถนนสามเสน หลักสูตรการสื่อสารมวลชนระดับต้น (กสต.) รุ่นที่ 5 สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย จัดสัมมนา หัวข้อ “พลเมืองร่วมปฏิรูปประเทศ” โดยมีนายบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ นายจตุพร พรหมพันธุ์ อดีตส.ส.พรรคเพื่อไทย และประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขานุการมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย อดีตส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ และแกนนำคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (กปปส.) และนางสาวสฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการ นักเขียนอิสระ ผู้ร่วมก่อตั้งสำนักข่าวไทยพับลิก้า เป็นคณะวิทยากร โดยมีผู้ร่วมงานกว่า 70 คน ขณะเดียวกันมีเจ้าหน้าที่ตำรวจในเครื่องแบบมานั่งสังเกตการณ์การจัดสัมมนาด้วย
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขานุการมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย อดีตส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ และแกนนำคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (กปปส.) กล่าวว่า คิดเช่นเดียวกันว่าถ้าไม่จำเป็นประชาชนคงไม่อยากมาต่อสู้บนท้องถนน เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติ ในช่วงกปปส.ออกมาก็เป็นการตัดสินใจที่ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ ซึ่งระบบปกครองของประเทศไทยเป็นประชาธิปไตย แต่ที่ประชาชนต้องออกมาเพราะระบบตัวแทนไม่ยอมฟังจากผู้ที่ให้อำนาจไป ไม่ยอมตอบสนองความต้องการของประชาชน ทั้งเรื่องเขื่อน หรือการนิรโทษกรรมเหมาเข่ง ประชาชนต้องใช้อำนาจทางตรงเพื่อเเสดงเจตนารมณ์บนท้องถนน ซึ่งตั้งแต่อดีตในการออกมาของประชาชนก็เรียนรู้ว่า เจตนารมณ์ของประชาชนถูกบิดเบือน จึงต้องออกแบบอย่างไรให้กลไกการมีส่วนร่วมของประชาชน ให้ผู้มีอำนาจเคารพเสียงของประชาชน ไม่นั้นก็เกิดประชาธิปไตยเทียม เกิดรัฐประหาร และก็วนเวียนแบบนี้ วันนี้กระแสทั่วประเทศพูดเรื่องปฏิรูปเยอะมาก วันนี้เชื่อว่าประชาชนพร้อม ถ้าเกิดพลังขึ้นเเล้วต้องเปิดช่องทางให้พลังออกมาได้ แต่ต้องเกิดในกรอบไม่ให้อยู่ในวังวนวามขัดแย้งเช่นเดิม จึงต้องเปิดเวทีให้เเสดงเจตนารมณ์ของตัวเอง ซึ่งในช่วง 1-2 ปีเป็นช่วงที่เหมาะสม
นายเอกนัฏ กล่าวต่อว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมาจากความไม่พอใจที่ถูกสะสมเป็นเวลานาน ในช่วง กปปส.ออกมาชุมนุมม มวลชนได้ออกมาก่อนแกนนำ จากนั้นแกนนำก็ตามมา ไม่มีเป้าหมายโค่นล่มรัฐบาล หรือสร้างความแแตกแยก แต่ต้องการการหยุดพ.ร.บ.นิรโทษกรรม และสร้างเจตนารมณ์ให้เกิดการปฏิรูป ซึ่งทุกคนพูดเหมือนกันหมด แต่จะทำอย่างไรจะแปลพลังในท้องถนนเป็นพลังที่สร้างสรรรค์ โดยถ้ามีการเปิดเวทีใหทุกฝ่ายมีส่วนร่วมเพื่อผลประโยชน์ของประเทศ ก็ใช้ต้นทุนตรงนี้เพื่อเดินหน้าได้ ทั้งนี้ ในนามมูลนิธิฯย้ำมาตลอดว่าปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง ไม่ใช่เลื่อนเลือกตั้ง จะเลือกตั้งเมื่อไหร่ก็ได้ แต่จะปฏิรูปเมื่อไหร่ให้ได้ก่อนจะเลือกตั้ง เพราะถ้าปฏิรูปหลังเลือกตั้งในบางประเด็นปฏิรูปยาก เพราะเกิดผลประโยชน์ทับซ้อน จึงต้องทำอย่างไรไม่ให้เจตนารมณ์การปฏิรูปของประชาชนถูกบิดเบือน และสร้างกติกาให้เป็นธรรม
“ในกรณีพ.ร.บ.นิรโทษกรรมก็มีคนในพรรคเพื่อไทยไม่เห็นด้วย ได้ถามประชาชนกลุ่มนปช.หรือไม่ แต่ทำไมที่สุดแล้วพ.ร.บ.นิรโทษกรรมจึงผ่านตอนตี 3 เพราะมีใครกำหนดไว้ 1 คนหรือ 2 คนหรือไม่” นายเอกนัฏ กล่าว
ขณะที่นางสาวสฤณี กล่าวว่า มีความแตกต่างสำคัญกับประชาชนที่ออกมาบนท้องถนน เช่น กรณีเขื่อนปากมูล หรือม็อบขนาดใหญ่ก็มีความสำคัญที่มีประเด็นที่ซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งในหลายประเทศในการประท้วงเพราะความคับแค้นใจ แต่คิดว่าถ้าจะปฏิรูปอะไรเป็นเรื่องยากมา เพราะมีหลายแนวทางต้องมีการเเสดงความคิดเห็นในการสะท้อนออกมา ซึ่งการทำงานมวลชนก็เข้าใจว่าเหมือนกำลังรบ ต้องมีกลยุทธ์ให้คนมีอารมณ์ร่วม ซึ่งอารณ์ร่วมแบบนี้จะทำให้มีการรู้สึกว่าพวกเราดี พวกนั้นเลว แต่ความอันตรายที่ออกมาก็ยังเห็นอารมณ์ที่ต่อเนื่องในโซเชี่ยลมีเดีย จึงคิดว่าเราจะมีฉันทามติในการมีความเห็นร่วมกันอย่างไร ถ้ามองในรัฐธรรมนูญปี 2540 ก็มีกลไกการมีส่วนร่วมก็อยากให้เราศึกษากลไกเหล่านี้มากขึ้น ซึ่งกระแสสังคมอยากให้คนไว้ใจได้มาปฏิรูป บางกระแสก็อยากให้มีตัวแทนนักการเมืองอยู่ แต่คิดว่าประชาธิปไตยเนื้อหาตนเห็นด้วย แต่ต้องมีกลไกในการเพิ่มอำนาจให้ประชาชน ทั้งนี้ เราต้องอยู่ในจุดให้พรรคการเมืองปรับปรุงตัวเอง เพราะเราต้องอยู่ในประชาธิปไตยระบบตัวแทน โดยเริ่มจากการปรับปรุงทัศนคติเป็นเรื่องสำคัญ





