ศาลปค.แจงหลัง"หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล" ประธานศาลปกครองสูงสุด เรียกร้องความเป็นธรรมถูกพักราชการ ปมจดหมายน้อย สนง.ศาลปกครอง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานศาลปกครอง ได้ออกเอกสารชี้แจง กรณีเมื่อวันที่ 9 ก.ย.ที่ผ่านมา นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล ประธานศาลปกครองสูงสุด ซึ่งอยู่ระหว่างพักราชการได้เดินทางมายังศาลปกครอง และให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน เกี่ยวกับการถูกสั่งพักราชการและการดำเนินการสอบสวนตรวจสอบข้อเท็จจริง ที่มีจดหมายน้อยของเลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง ขอให้การสนับสนุนนายตำรวจที่เคยปฏิบัติหน้าที่ดูแลความปลอดภัยของตุลาการศาลปกครอง พร้อมทั้งมีการแจกเอกสารประกอบการแถลงข่าวด้วยนั้น
สำนักงานศาลปกครอง ชี้แจงข้อเท็จจริง 5 ประการ ดังนี้ 1.กรณีสั่งพักราชการ ประธานศาลปกครองสูงสุดนั้น คณะกรรมการตุลาการศาลปกครอง (ก.ศป.) ได้ดำเนินการไป โดยชอบด้วยขั้นตอนตามกฎหมายทุกประการ ซึ่งคำสั่งพักราชการ ได้แจ้งสิทธิฟ้องคดีปกครองโต้แย้งคำสั่งดังกล่าวไว้ด้วย แต่ประธานศาลปกครองสูงสุดไม่ได้ฟ้องขอเพิกถอนคำสั่งพักราชการต่อศาลปกครอง แต่ได้ยื่นฟ้อง กรรมการตุลาการศาลปกครองเสียงข้างมาก เป็นคดีอาญาในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งศาลอาญาวินิจฉัยว่าการที่ประธานศาลปกครองสูงสุด โจทก์ ถูกกล่าวหาว่ามีเหตุให้ต้องพ้นจากตำแหน่งนั้นเมื่อ ก.ศป. แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนแล้วก็มีอำนาจที่จะมีมติให้พักราชการได้ตามมาตรา 24 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 เมื่อโจทก์ ดำรงตำแหน่งประธาน ก.ศป. และมีส่วนได้เสียโดยตรง เป็นคู่กรณีในการสอบสวนครั้งนี้ บุคคลภายนอกอาจระแวงสงสัยในการปฏิบัติหน้าที่ต่อไปของโจทก์ จึงอาจเป็นเหตุให้ ก.ศป.สั่งพักราชการโจทก์ และถ้าผลการสอบสวนหรือพิจารณาปรากฏว่าโจทก์ ไม่ได้กระทำการตามที่ถูกสอบสวน โจทก์ก็ดำรงตำแหน่งตามเดิมไม่ได้เสียสิทธิไป ลำพังเพียงการที่จำเลยทั้งหกในฐานะคณะกรรมการ ก.ศป.ร่วมกันมีมติพักราชการโจทก์ เนื่องจากมีกรณีถูกกล่าวหาเกี่ยวกับข่าวที่ปรากฏทางสื่อมวลชนโดยไม่ปรากฏเหตุอื่นที่พอฟังได้ว่าจำเลยทั้งหกมีเจตนากลั่นแกล้งโจทก์ หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จึงยังไม่เป็นความผิดพิพากษายกฟ้อง ซึ่งศาลอาญาได้ออกใบสำคัญคดีถึงที่สุดแล้ว
2.กรณีกล่าวอ้างว่า คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง ชี้มูลความผิดโดยไม่มีเหตุผล จนทำให้ ก.ศป.เสียงข้างมาก มีมติแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนนั้น การดำเนินการของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงเป็นการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ตามระเบียบ ก.ศป. ว่าด้วยวิธีการสอบสวนและสิทธิของตุลาการศาลปกครอง ซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีเหตุให้ต้องพ้นจากตำแหน่ง พ.ศ.2544 ซึ่งประธานศาลปกครองสูงสุด ได้ยื่นฟ้องกรรมการสอบข้อเท็จจริงเสียงข้างมากเป็นคดีอาญา ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยมิชอบ และศาลอาญา วินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองในฐานะกรรมการสอบข้อเท็จจริงจะแสวงหาข้อเท็จจริงเพียงใด ย่อมอยู่ในอำนาจและดุลพินิจและกรรมการสอบข้อเท็จจริงได้แสวงหาข้อเท็จจริงจากหลายฝ่าย จนนำมาซึ่งการสรุปรายงานผลการสอบข้อเท็จจริง พฤติการณ์ที่ปรากฏตามฟ้องยังไม่พอให้ฟังได้ว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิด จึงพิพากษายกฟ้อง และศาลได้ออกใบสำคัญคดีถึงที่สุดแล้วเช่นกัน
3.กรณีกล่าวอ้างว่า กระบวนการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนและการดำเนินการของ ก.ศป.มีความล่าช้าหรือมีการประวิงเวลานั้น นับตั้งแต่ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเมื่อวันที่ 17 มี.ค.58 ก.ศป. ได้ติดตามเร่งรัดให้คณะกรรมการสอบสวนดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ซึ่งคณะกรรมการสอบสวนได้ชี้แจงต่อ ก.ศป. ว่าไม่ได้นิ่งนอนใจและได้มีการเตรียมการเพื่อให้เกิดความพร้อมที่จะให้มีการประชุมคณะกรรมการสอบสวนอยู่ตลอดเวลา แต่โดยที่มีอุปสรรคบางประการที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินการสอบสวน ซึ่งคณะกรรมการสอบสวน ได้เร่งดำเนินการแก้ไขข้อขัดข้องดังกล่าว โดยก.ศป. เห็นชอบด้วยและได้ขยายระยะเวลาการสอบสวน ตามระเบียบ ก.ศป. ว่าด้วยวิธีการสอบสวนและสิทธิของตุลาการศาลปกครองซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีเหตุให้ต้องพ้นจากตำแหน่ง พ.ศ.2544 ต่อมาคณะกรรมการสอบสวนได้รายงานผลการสอบสวน และนำเข้าสู่การพิจารณาของ ก.ศป. เมื่อวันที่ 19 ส.ค.58 และวันที่ 9 ก.ย.58 และ ก.ศป. ซึ่งประกอบไปด้วยกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิทั้งจากภายในและภายนอก ได้มีการพิจารณาเรื่องดังกล่าวด้วยความละเอียดรอบคอบ เพื่อที่จะให้ได้ความแน่ชัดและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการตามขั้นตอนตามระเบียบ ก.ศป.ว่าด้วยวิธีการสอบสวนและสิทธิของตุลาการศาลปกครองซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีเหตุให้ต้องพ้นจากตำแหน่ง พ.ศ.2544 ทั้งนี้ประธานศาลปกครองสูงสุด ได้ยื่นฟ้องกรรมการสอบสวนเสียงข้างน้อยเป็นคดีอาญา ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ คดีอยู่ระหว่างการไต่สวนมูลฟ้อง
4.กรณีกล่าวอ้างว่ามีการสอบข้อเท็จจริงประธานศาลปกครองสูงสุดในเรื่องอื่นๆ ด้วยนั้น เป็นกรณีที่คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง ดำเนินการตามที่ ก.ศป.ได้มีคำสั่งแต่งตั้ง ซึ่งเป็นเรื่องที่สืบเนื่องจากกรณีที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้มีหนังสือส่งเรื่องร้องเรียนมาให้ ก.ศป.พิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ และมีตุลาการศาลปกครองจำนวนมาก ได้ลงชื่อร่วมกันเสนอเรื่องต่อ ก.ศป.ให้พิจารณาดำเนินการ โดย ก.ศป.ได้พิจารณาผลการสอบข้อเท็จจริงและมีมติแล้ว 2 กรณี ประกอบด้วย กรณีประธานศาลปกครองสูงสุด เดินทางไปปฏิบัติราชการที่ศาลปกครองพิษณุโลก ซึ่ง ก.ศป.ได้พิจารณารายงานผลการสอบข้อเท็จจริงในการประชุมเมื่อวันที่ 19 ส.ค.58 และวันที่ 9 ก.ย.58 ก.ศป.มีมติเห็นพ้องด้วยกับความเห็นของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงฝ่ายข้างมาก โดยเห็นว่าเป็นกรณีมีมูลตามที่ถูกกล่าวหา และให้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนต่อไป และกรณีกล่าวหาว่า ประธานศาลปกครองสูงสุด มีพฤติกรรมคลั่งพลังจิต ก.ศป.ได้พิจารณารายงานผลการสอบข้อเท็จจริงในการประชุมเมื่อวันที่ 9 ก.ย.58 ซึ่ง ก.ศป. เห็นว่าไม่มีมูลและมีมติให้ยุติเรื่อง
5.กรณีที่ประธานศาลปกครองสูงสุด ระบุว่ามีการฟ้องคดีอาญาจำนวน 6 คดีนั้น ปรากฏว่าประธานศาลปกครองสูงสุด ได้เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องคดีอาญา ตุลาการศาลปกครองที่มีหนังสือขอให้คณะกรรมการ ก.ศป.ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพฤติกรรมของประธานศาลปกครองสูงสุด และยื่นฟ้อง ก.ศป.ที่มีหนังสือแจ้งให้เลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง ออกหนังสือนัดประชุม ก.ศป. ในความผิดฐานหมิ่นประมาท อีกรวม 3 คดี โดยศาลอาญา วินิจฉัยว่า เป็นการดำเนินการเพื่อให้ ก.ศป.ซึ่งเป็นองค์กรบริหารงานสูงสุดของศาลปกครองตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของโจทก์ ไม่ให้เกิดความเสียหายต่อสถาบันศาลปกครอง ไม่ได้เป็นการยืนยันข้อเท็จจริงจึงขาดเจตนาหมิ่นประมาทโจทก์ คดีไม่มีมูลที่จะประทับฟ้องไว้พิจารณา พิพากษายกฟ้อง และศาลได้ออกใบสำคัญคดีถึงที่สุดแล้วทั้ง 3 คดี




