วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ศาลออกหมายจับ'นพวรรณ' คดีโพสต์หมิ่นเบื้องสูง-เบี้ยวฟังฎีกา

ศาลอาญา ออกหมายจับ "นพวรรณ ตั้งอุดมสุข" คดีโพสต์ข้อความเว็บประชาไท หมิ่นเบื้องสูง เบี้ยวนัดฟังฎีกา-สั่งปรับประกัน1ล้าน

ที่ห้องพิจารณา ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก วันที่ 11 ก.ย.58 เวลา 09.30 น. ศาลนัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีหมายเลขดำ อ.1257/2552 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 8 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง
น.ส.นพวรรณ ตั้งอุดมสุข เป็นจำเลย ในความผิดฐาน ดูหมิ่น หมิ่นประมาท พระมหากษัตริย์ พระราชินี หรือรัชทายาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิด เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 กรณีเมื่อวันที่ 15 ต.ค.51 มีการโพสต์ข้อความลงในเว็บไซต์ประชาไท ด้วยข้อความที่ทำให้เสื่อมเสียต่อเบื้องสูง โดยจำเลยให้การปฏิเสธ ตลอดข้อกล่าวหา

แต่เมื่อถึงเวลานัด น.ส.นพวรรณ จำเลย ไม่มาศาล มีเพียงบิดาของ น.ส.นพวรรณ ซึ่งเป็นนายประกัน และทนายความเดินทางมาศาล

โดยทนายความจำเลย แถลงต่อศาลว่า ไม่สามรถติดต่อกับจำเลยให้มาฟังคำพิพากษาในวันนี้ได้

ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยจงใจที่จะไม่เดินทางมาฟังคำพิพากษาฎีกา จึงให้ออกหมายจับจำเลยเพื่อนำตัวมาฟังคำพิพากษา พร้อมสั่งปรับนายประกันตามสัญญาประกันวงเงิน 1 ล้านบาท


โดยศาลนัดฟังคำพิพากษาฎีกาอีกครั้งในวันที่ 20 ต.ค.นี้ เวลา 09.30 น.ซึ่งศาลได้กำชับทนายความและนายประกันด้วยว่า หากไม่สามารถตามตัวจำเลยมาศาลได้ในนัดหน้า ศาลจะอ่านคำพิพากษาลับหลัง


ภายหลังบิดาของ น.ส.นพวรรณจำเลย กล่าวว่า ก่อนหน้านี้เคยติดต่อ น.ส.นพวรรณ ผ่านทางโทรศัพท์เพื่อให้เดินทางมาฟังคำพิพากษา ซึ่ง น.ส.นพวรรณ รับปากว่าจะเดินทางมา กระทั่งเมื่อวันที่ 8 ก.ย. ตนไม่สามารถติดต่อ น.ส.นพวรรณ ได้อีก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คดีนี้ศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 31ม.ค.54 ให้ยกฟ้องจำเลย เนื่องจากเห็นว่า พยานหลักฐานที่เป็นหมายเลข IP ADDRESS ซึ่งใช้โพสต์ข้อความและเบอร์โทรศัพท์ สำหรับใช้ต่ออินเทอร์เน็ต ไม่อาจชี้ชัดได้ว่าจำเลย เป็นผู้โพสต์ข้อความดังกล่าว

ต่อมาอัยการโจทก์ ยื่นอุทธรณ์ ซึ่งศาลอุทธรณ์ มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 2 ต.ค.56 เห็นว่า แม้ไม่มีประจักษ์พยาน แต่พยานโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ เบิกความยืนยันว่า การปลอมแปลง และการเจาะเข้าระบบคอมพิวเตอร์ โดยใช้หมายเลข IP ADDRESS ของจำเลยทำได้ยาก เพราะหมายเลข IP ADDRESS ในเครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องไม่สามารถปลอมแปลงได้ และในการโพสต์ข้อความจำเป็นต้องใช้ชื่อและรหัสผ่านด้วย ซึ่งหากรหัสผ่านไม่ตรงกับข้อมูลของจำเลย ก็ไม่สามารถเข้าสู่ระบบได้ พยานหลักฐานจึงฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้โพสต์ข้อความดังกล่าวด้วยตนเอง จึงพิพากษากลับ ว่าจำเลยกระทำผิด ม. 112 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ฯ ม.14 ซึ่งการกระทำเป็นกรรมเดียวแต่ผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษ ตาม ม. 112 ซึ่งเป็นบทหนักสุด ให้จำคุก 5 ปี และให้ยึดเอกสารข้อความการกระทำผิด

โดยจำเลยได้ ยื่นฎีกาต่อสู้คดี ซึ่งระหว่างยื่นฎีกา จำเลยก็ได้ประกันตัวไป วงเงิน 1 ล้านบาท