สัมภาษณ์พิเศษ"ปริญญา เทวานฤมิตรกุล" "ขอเสนอว่าให้เรื่องนี้เป็นคำถามประชามติไปเลย เช่น ตั้งคำถามว่าอำนาจของ คปป. มีมากไปหรือไม่”
สัมภาษณ์พิเศษ ปริญญา เทวานฤมิตรกุล ว่า"ผมขอเสนอว่าให้เรื่องนี้เป็นคำถามประชามติไปเลย เช่น ตั้งคำถามว่าอำนาจของ คปป. มีมากไปหรือไม่"
ยิ่งใกล้ถึงวันที่ 6 กันยายน ที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) จะลงมติในร่างรัฐธรรมนูญ ยิ่งมีการออกมาแสดงความคิดเห็นจากฝ่ายต่างๆอย่างเข้มข้น ทั้งต่อเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ และต่ออนาคตการเมืองไทย“ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล” นักวิชาการด้านกฎหมาย และรองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ให้ความเห็นกับ“เครือเนชั่น”อย่างตรงไปตรงมาเช่นกัน
ในมุมมองอาจารย์แล้ว ยังมีส่วนไหนที่คิดว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังดีไม่พอหรือไม่?
ในส่วนของบทถาวร ได้มีการแก้ไขในส่วนที่เป็นปัญหาไปหลายจุดแล้ว อย่างเช่นในส่วนขององค์กรอิสระ ที่ในร่างฉบับแรกจะมีจำนวนมากจนเกินไป จนซับซ้อนสับสน หรือในเรื่องของตัวระบบเลือกตั้ง ซึ่งในร่างแรกนั้นจะเป็นระบบที่ใช้ยากเข้าใจยาก ก็ได้มีการแก้ไขให้ง่ายขึ้นแล้ว คือถ้ากล่าวถึงตัวบทถาวรถือว่าดีขึ้นกว่าร่างแรกพอสมควร
แต่ส่วนที่เป็นปัญหาและมีการวิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างมากนั้นจะอยู่ในส่วนของบทเฉพาะกาลอยู่ 2 เรื่องด้วยกัน ในเรื่องแรงนั้นเป็นเรื่องที่มาของ สมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.) แบบสรรหา ที่ระบุให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดปัจจุบัน ซึ่งมีอำนาจอยู่ในขณะที่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญแล้ว ให้แต่งตั้งคณะกรรมการสรรหา อีกทั้งสัดส่วนของส.ว. ที่มาจากการสรรหานั้นมีถึง 123 คน ในขณะที่ส.ว. มาจากการเลือกตั้งมีเพียง 77 คน และถึงแม้ว่า ครม. ไม่ได้สรรหา ส.ว. โดยตรง แต่อำนาจในการแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหานั้นก็ต้องส่งผลต่อการคัดเลือก ส.ว. ด้วย โดยจุดนี้เองก็เป็นเรื่องที่มีการวิจารณ์ว่าเป็นการสืบทอดอำนาจหลังจากที่มีการเลือกตั้งหรือเปล่า
เรื่องที่สองก็คืออำนาจของคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.) ที่อยู่ในบทเฉพาะกาล ซึ่งมีอำนาจอยู่ถึง 5 ปี ซึ่งอำนาจตามมาตรา 280 ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ อาจเทียบเคียงได้กับ มาตรา 44 ในรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 เพราะมีอำนาจในการระงับยับยั้งการกระทำใดๆ ทั้งทางนิติบัญญัติ และทางบริหาร แต่ไม่มีอำนาจทางตุลาการ อย่างไรก็ดีมาตรานี้ได้ระบุ ให้ถือว่าคำสั่ง การกระทำ และการปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าว ชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้และกฎหมาย และเป็นที่สุด โดยข้อความที่ระบุตอนนี้ ต่อให้ไม่มีอำนาจทางตุลาการ แต่ก็ไม่มีใครฟ้องศาลได้ เพราะการดำเนินการของ คปป. ชอบด้วยกฎหมายแล้ว
ดังนั้นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่กำลังจะลงมติต่อร่างรัฐธรรมนูญ จะต้องนำเรื่องบทเฉพาะกาลมาชั่งใจอย่างถี่ถ้วนใช่หรือไม่?
คือเราจะดูแค่บทถาวรอย่างเดียวไม่ได้ หากต้องดูบทเฉพาะกาลด้วย ซึ่งก็เป็นเรื่องของสมาชิก สปช. แต่ละคน ว่าจะรับหรือไม่รับ หากพูดในเชิงเปรียบเทียบกับเหตุการณ์วิกฤติการณ์ พฤษภาคม 35 ที่มีสาเหตุมาจากการที่คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ได้ทำการสรรหา ส.ว. ทั้งหมดโดยตรง จะพบว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็แย่น้อยกว่า แต่หากนำเรื่อง คปป. มารวมด้วยแล้ว ทำให้มีลักษณะการต่อท่ออำนาจหลังจากมีการเลือกตั้ง ซึ่งกลายเป็นจุดอ่อนขึ้นมา
แต่ในมุมมองของ กมธ.ยกร่างฯ มองว่า คปป. เองนั้น จำเป็นต่อการกลับสู่ประชาธิปไตย?
ส่วนตัวคิดว่าตัวองค์กร คปป.อาจจะไม่ใช่ปัญหา แต่เป็นอำนาจที่มากเกินไปต่างหากที่เป็นปัญหา โดยเฉพาะอำนาจในบทเฉพาะกาล แม้ว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นร่างสุดท้าย ซึ่ง สปช. ไม่อาจแก้ไขอะไรได้อีก ตัดสินได้เพียงรับหรือไม่รับเท่านั้น แต่ในความจริงแล้วยังมีทางแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้อยู่ เนื่องจากรัฐธรรมนูญชั่วคราวได้ระบุในการทำประชามติ นอกจากจะให้ประชาชนลงมติรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ยังจะมีคำถามอีกสองข้อ โดยมาจาก สปช. และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และถ้าถามประชาชนแล้วได้ความอย่างไรก็ต้องมาแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามนั้น ผมขอเสนอว่าให้เรื่องนี้เป็นคำถามประชามติไปเลย เช่น ตั้งคำถามว่าอำนาจของ คปป. มีมากไปหรือไม่ เป็นต้น ซึ่งวิธีการนี้ก็ย่อมเป็นหนทางที่ดีกว่าให้ประชาชนออกมาบนท้องถนน แบ่งเป็นกลุ่มผู้ชุมนุมสองข้าง ขอให้เรื่องนี้จบในขั้นตอนประชามติ และให้เป็นไปตามเสียงข้างมาก
เปรียบเทียบร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันกับฉบับปี 40 และ 50?
ในส่วนของบทถาวรเมื่อดูโดยรวมและเปรียบเทียบกับฉบับปี ปี 40 และปี 50 แล้ว ที่แย่กว่าคือเรื่องที่มาของ ส.ว. คือฉบับปี 40 มาจากการเลือกตั้งโดยตรง 200 คน ส่วนฉบับปี 50 ให้มีมาจากการเลือกตั้ง 77 คน สรรหา 73 คน รวมเป็น 150 คน แต่ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ได้ให้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้ง 77 คนเท่าปี 50 แต่มีจำนวนสรรหา 123 คน ซึ่งทำให้สัดส่วน ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้งน้อยกว่า จุดนี้เองทำให้ภาพของประชาธิปไตยดูน้อยลงไป ส่วนตัวคิดว่าสิ่งที่ควรทำคือ คิดว่าทำอย่างไรให้ได้ ส.ว. ที่มีคุณภาพจากระบวนการเลือกตั้ง ซึ่งไม่ได้หมายความว่าใช้วิธีสรรหาแล้วจะได้ ส.ว. ที่มีคุณภาพเสมอไป
ทั้งนี้ประชาธิปไตยไม่ได้หมายความว่าแค่มีการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว แต่ผมคิดว่ามันก็ต้องมีวิธีการอะไรสักอย่างที่ทำให้วิธีการปกครองตนเองของประชาชนมันประสบความสำเร็จ และดีขึ้นกว่าที่ผ่านมา แต่การกำหนดให้ ส.ว. สรรหามีมากกว่า เพียงเพราะคิดว่า ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้งด้อยกว่า ผมว่านี่เป็นการมาไม่ถูกทาง อย่างน้อยให้กลับไปใช้สัดส่วนเท่ากับฉบับปี 50 ก็ยังดีกว่า
อย่างไรก็ตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ยังมีข้อดีแก้ไขปัญหาเรื่องบางเรื่องได้ เช่นแก้ไขปัญหาการแทรกแซงองค์กรอิสระโดยรัฐบาล ซึ่งเป็นจุดอ่อนของรัฐธรรมนูญฉบับปี 40 อีกทั้งได้ลดบทบาทของศาลในการเข้ามามีส่วนของกระบวนการสรรหาองค์กรอิสระ ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นจุดอ่อนของรัฐธรรมนูญฉบับปี 50 รวมถึงการตัดกติกาที่ให้ ส.ส. พ้นออกจากตำแหน่งหากถูกขับออกจากพรรค ดังนั้นหมายความว่า ส.ส. สามารถทำหน้าที่เป็นตัวแทนของประชาชนได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ถูกรัฐบาลครอบงำ อีกทั้งรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังได้มีระบบการเลือกตั้ง ส.ส. ที่ดีกว่ารัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆ
เมื่อนำจุดดีและจุดด้อยมาชั่งน้ำหนักรวมๆกันแล้วก็ไม่ได้ถึงกับแย่กว่าปี 50คือมีในส่วนที่ดีขึ้นแต่ที่มันเป็นปัญหาคือบทเฉพาะกาลดังที่ว่าโดยหน้าที่ของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่คือจะต้องพาเรากลับไปสู่ระบอบประชาธิปไตย ไม่ใช่พากลับไปสู่ระบอบประชาธิปไตยที่มีน้อยลงกว่าเดิมปัญหาก็อยู่ตรงบทเฉพาะกาลนี่แหละครับ
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องกล่าวว่าหาก ร่างรัฐธรรมนูญได้ผ่านการโหวตในชั้นของ สปช. ไปแล้ว กระแสความคิดเรื่องของการรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญในชั้นประชามติ ก็จะโยงเข้าสู่เรื่องของการเมืองด้วย กล่าวคือคนที่ต้องการให้ผ่าน ก็จะเป็นกลุ่มคนที่คิดว่าควรมีอะไรบางอย่างที่คอยควบคุมไว้ดูแลบ้านเมืองหลังจากมีการเลือกตั้งต่อไปอีก 5 ปี ถึงแม้จะทำให้ความเป็นประชาธิปไตยดูน้อยลงไปก็ตาม ส่วนกลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วยก็จะคิดว่า สาเหตุที่สังคมเราหยุดชะงักนั้นก็เพื่อรอกติกาใหม่ที่จะนำไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น และเมื่อเห็นว่าร่างกติกาใหม่ไม่ได้ตอบโจทย์ ก็ยอมให้มีการเลือกตั้งช้าไปอีก 1 ปี เพื่อรอกติกาใหม่ที่ตนคิดว่าดีกว่า ซึ่งประเด็น‘เลือกตั้งช้า 1 ปี กับสืบทอดอำนาจอีก 5 ปี’จะกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นมากกว่าการแค่ดูเพียงเนื้อหา
เมื่อมองไปยังวันมีการทำประชามติ ก็ยังไม่ทราบว่าแนวโน้มของการออกเสียงของประชาชนเป็นเช่นไร แต่ถ้าดูผลโพลจากที่ต่างๆแล้วดูเหมือนว่าแนวโน้มที่ประชาชนจะรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีเยอะกว่าไม่รับร่าง สัดส่วนประมาณ ร้อยละ 40 นิดๆ กับ 20 เศษๆ แต่เสียงของผู้ที่ตอบว่ายังไม่รู้ตอนนี้มีมากถึงร้อยละ 30 ทั้งนี้ผมขอตั้งข้อสังเกตว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี 50 นั้น ได้รับคะแนนให้ผ่านในชั้นประชามติเพียง 57% ในขณะที่รัฐธรรมนูญฉบับปี 50 มีข้อถกเถียงและโต้แย้งน้อยกว่านี้ ก็เป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไปครับว่าคนที่ตอบว่ายังไม่รู้ว่าจะรับหรือไม่รับ เมื่อถึงวันที่ 10 มกราคม 2559 เขาจะลงประชามติว่าอย่างไรครับ





