"ชวลิต"ติงการบัญญัติให้มีคปป.เป็นจุดด่างพร้อยของร่างรธน.ฉบับนี้ ชี้หาก สปช.ไม่รับ จะได้ไม่ต้องเสียงบประมาณสามพันกว่าล้าน ลดความขัดแย้งใหม่
นายชวลิต วิชยสุทธิ์ รักษาการรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า ขอให้ความเห็นในฐานะคนไทยคนหนึ่งที่ติดตามการเตรียมการลงมติให้ความเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ในวันที่ 6 กันยายนนี้ ว่า จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเมืองประเทศไทยอีกครั้งหนึ่งว่า กติกาของบ้านเมืองจะนำพาประเทศเดินไปข้างหน้า หรือถอยหลังและเกิดความขัดแย้งมากยิ่งขึ้น ขอฝากข้อสังเกตจุดด้อยที่สุดของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ขอยกมาเพียงประการเดียว คือ การบัญญัติให้มีคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.) เป็นจุดด้างพร้อยที่สุดประการสำคัญ ซึ่งขัดกับมาตรา 3 ของรัฐธรรมนูญเสียเอง ที่ว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นผ่านรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาลนับเป็นความกล้าหาญมากของกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรับธรรมนูญที่กล้าเปลี่ยนแปลงประเพณีการปกครองที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาช้านาน เพราะถ้าจะยังคงอำนาจอื่นเหนืออำนาจอธิปไตย จะจัดให้มีการเลือกตั้งทำไม ตำรารัฐศาสตร์ที่ร่ำเรียนกันมาต้องถูกฉีกทิ้ง
นายชวลิต กล่าวว่า เป็นห่วงที่สุด และคิดว่าคนไทยทุกคนก็เป็นห่วง คือ ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องประชาชน หากร่างรับธรรมนูญมีกติกาที่ส่งสัญญาณไปว่า รัฐบาลภายหลังการเลือกตั้งอ่อนแอ มีการคาดการณ์ล่วงหน้าว่ารัฐบาลเอาไม่อยู่ในปัญหาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ต้องมีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯ อยู่เหนือรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน มั่นใจได้เลยว่า ไม่มีนักลงทุนหน้าไหนกล้ามาลงทุน และที่มีอยู่ก็จะย้ายฐานหนีหมด ขณะนี้ภาคส่วนต่างๆ ส่วนใหญ่ โดยเฉพาะสองพรรคการเมืองใหญ่และนักวิชาการค่อนประเทศ
จึงขอให้สปช.ที่อยู่ระหว่างตัดสินใจได้ไตร่ตรองให้รอบคอบ ทั่งนี้ ตนเสนอความเห็นนี้ด้วยความบริสุทธิ์ใจจริงๆ เพราะหาก สปช.ไม่รับก็จะเป็นประโยชน์ไม่ต้องเสียงบประมาณสามพันกว่าล้าน ไม่เกิดความขัดแย้งขึ้นใหม่ รัฐบาลจะได้แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศโดยไม่ต้องพะวักพะวนกับปัญหาอื่นๆ ขอให้ฟังข้อเสนอแนะกันบ้าง โบราณว่าจิ้งจกร้องทักยังต้องฟัง





