กกต.เตรียมส่งร่างประกาศหลักเกณฑ์ประชามติถึงมือสนช. 7 ก.ย.นี้ ชี้ปมจำนวนเสียงผ่านประชามติ เป็นดุลยพินิจนายกฯ
นายประวิช รัตนเพียร กรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ด้านการมีส่วนร่วมฯ กล่าวภายหลังการประชุม กกต. ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาร่างประกาศหลักเกณฑ์การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ที่จะมีการลงมติในวันที่ 6 ก.ย.นี้ โดยเป็นการตรวจสอบร่างประกาศฯครั้งสุดท้ายก่อนที่ประธาน กกต.จะได้นำไปส่งให้กับ สนช.ในวันจันทร์ที่ 7 ก.ย.นี้ ซึ่งในส่วนข้อกังวลของรองนายกรัฐมนตรี เรื่องการแสดงความเห็นผ่านโซเซียลมีเดียต่างๆ ที่ประขุมเห็นว่า กกต. คงไม่สามารถไปจำกัดความคิดเห็นเหล่านั้นได้ แต่ได้วางหลักเกณฑ์การแสดงความคิดเห็นที่ไว้ในร่างประกาศฯ 3 ข้อ คือ 1. สิ่งที่พูดออกไป ถ้าเป็นข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญสามารถทำได้ 2. อย่าใช้ถ้อยคำหยาบคาย ใส่ร้ายป้ายสี และ 3. ต้องไม่ยุยงปลุกปั่น ถ้ายึดหลัก 3 ข้อนี้แล้ว ก็ควรปล่อยให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่
นายประวิช ยังกล่าวถึงวันลงประชามติ ว่า จากเดิมที่ระบุว่าจะเป็นวันที่ 10 ม.ค.2559 นั้น เป็นเพียงกรอบการทำงานของ กกต.ในเบื้องต้น เพราะเงื่อนไขในการกำหนดวันลงประชามติ กกต.จะประกาศอีกครั้งหลังจากจัดส่งร่างรัฐธรรมนูญและสาระสำคัญไปยังผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 หรือประมาณ 13 ล้านครัวเรือน จาก 17 ล้านครัวเรือนที่มีสิทธิออกเสียงประชามติ แล้วเสร็จเสียก่อน โดย กกต.กำหนดแผนงานที่จะจัดส่งให้แล้วเสร็จปลายเดือนพ.ย.นี้ แต่ทั้งนี้กระบวนการจัดพิมพ์ร่างรัฐธรรมนูญ กกต.ต้องการให้มีความโปร่งใสมากที่สุด จึงไม่สามารถที่จะมีการจัดซื้อจัดจ้างหรือพิมพ์ไว้ล่วงหน้าได้ เนื่องจากต้องรอผลการลงมติของ สปช.ในวันที่ 6ก.ย.นี้ก่อน ดังนั้นอาจทำให้การจัดส่งไปยังครัวเรือนต่างๆล่าช้าไปกว่าที่กำหนด ซึ่งหากแล้วเสร็จกลางเดือนธ.ค. วันออกเสียงประชามติก็ต้องเลื่อนจากวันที่ 10 ม.ค.59 ออกไปอีก 2 สัปดาห์ด้วย
เมื่อถามว่าขณะนี้มีการโต้เถียงเรื่องจำนวนเสียงประชาชนที่จะผ่านประชามติ และอยากให้ กกต.เขียนให้ขัดเจนในร่างประกาศ นายประวิช กล่าวว่าร่างประกาศที่เตรียมจะส่ง สนช.ไม่ได้มีการกำหนดในเรื่องนี้ และ กกต.เห็นว่า การกำหนดหลักเกณฑ์ดังกล่าวไม่ใช่ส่วนที่ กกต.ได้รับมอบหมาย กกต.จึงไม่ต้องไปตีความ กกต.มีหน้าที่เพียงจัดทำประชามติและประกาศผลคะแนนออกเสียง จำนวนผู้มาออกเสียง และรายงานไปยังนายกรัฐมนตรี ซึ่งการประกาศว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ผ่าน หรือยึดจากจำนวนผู้มาออกเสียงหรือ ผู้มีสิทธิออกเสียง เป็นดุลพินิจของนายกรัฐมนตรี
เมื่อถามต่อว่า ในส่วนกกต.เห็นว่าจำนวนเสียงที่จะผ่านประชามติต้องยึดหลักเกณฑ์ใด นายประวิช กล่าวว่า ตาม พ.ร.บ.ประชามติปี 2552 ให้ใช้เสียงข้างมากของผู้ออกมาใช้สิทธิและการออกเสียงประชามติทั่งโลกก็ใช้หลักเกณฑ์ดังกล่าว แต่ในกรณีนี้เป็นกติกาใหญ่อยู่ในรัฐธรรมนูญ ขออนุญาตว่าไม่เกี่ยวข้องกับ กกต.และไม่ขอกล่าวถึง
ทั้งนี้รายงานข่าวแจ้งว่าในการประชุมกกต.วันนี้ นายประวิชได้เชิญนายสุรพล นิติไกรพจน์ หนึ่งในที่ปรึกษากฎหมายของกกต.มาให้ความเห็นในประเด็นความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับจำนวนเสียงที่ร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติ ซึ่งนายสุรพล มีความเห็นว่า เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 แก้ไขเพิ่มเติม ให้ยึดเสียงข้างมากของผู้มาออกเสียงประชามติ แต่ก็ไม่เข้าใจว่าตอนยกร่าง เหตุใดผู้ยกร่างจึงต้องเขียนถ้อยคำให้วกวนและทำให้เกิดการตีความ
โดยในที่ประชุมก็ได้มีการเสนอว่าจำเป็นหรือไม่ที่จะต้องมีหนังสือไปยังหน่วยงานทางกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการกฤษฎีกา หรือศาลรัฐธรรมนูญเพื่อตีความให้ชัดเจน แต่ที่ประชุมก็เห็นว่า เรื่องดังกล่าวยังไม่ถือเป็นความขัดแย้งระหว่างองค์กรที่กกต.จะเสนอศาลรัฐธรรมนูญได้เหมือนตอนที่มีปัญหาเรื่องการเลื่อนวันเลือกตั้ง 2 ก.พ. ที่กกต.เห็นแย้งกับรัฐบาล ขณะเดียวกันตามรัฐธรรมนูญ กำหนดให้ กกต.มีหน้าที่เพียงผู้ดำเนินการจัดให้มีการออกเสียงประชามติเท่านั้น ฉะนั้นก็ไม่จำเป็นที่กกต.จะต้องเป็นผู้ทำเรื่องนี้ให้เกิดความชัดเจน





