"วิชา"ห่วงร่างรธน.ตัดอำนาจป.ป.ช. รับเรื่องร้องเรียนข้าราชการระดับผอ. ชี้ ประชาชนเสียประโยชน์ กระทบงานปราบโกง
นายวิชา มหาคุณ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แสดงความเป็นห่วงร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 254(3) ว่า มีการจำกัดอำนาจ ป.ป.ช.จากเดิมที่ประชาชนสามารถร้องเรียนการทุจริตในระดับผู้อำนวยการกองหรือเทียบเท่าขึ้นไป มาเป็นไต่สวนเฉพาะระดับหัวหน้าหน่วยงานรัฐเท่านั้น เท่ากับว่าป.ป.ช.จะรับคำร้องเรียนได้เฉพาะกรณีปลัดกระทรวง อธิบดี หรือ ผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งจะกระทบต่อการป้องกันและปราบปรามการทุจริตอย่างยิ่งและทำให้ประชาชนเสียประโยชน์
ทำให้ระบบการป้องกันและปราบปรามการทุจริตเสียหาย ไม่สามารถใช้เรื่องการกันคนตัวเล็กตัวน้อยไว้เป็นพยานได้ ซึ่งจะทำให้สาวไปไม่ถึงผู้บงการใหญ่ แตกต่างจากอำนาจเดิมที่ ป.ป.ช.มีอยู่แต่ในขณะนี้คงไม่สามารถดำเนินการอะไรได้แล้ว เพราะอยู่ในขั้นที่ สปช.จะมีมติรับหรือไม่รับร่างทั้งฉบับ เหลือเพียงแค่การเขียนกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเท่านั้นว่าจะเขียนอย่างไรเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการปราบปรามการทุจริตมากกว่านี้ แต่ก็เป็นเรื่องยากเนื่องจากกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญจะขัดรัฐธรรมนูญไม่ได้ อย่างไรก็ตามได้รับคำชี้แจงว่าจะมีการยกระดับ ป.ป.ท.เป็นองค์กรอิสระเหมือนกับ ป.ป.ช. ซึ่งก็ต้องคอยดูกันต่อไป
ส่วนกรณีที่ร่างรัฐธรรมนูญเพิ่มบทบัญญัติเกี่ยวกับการอุทธรณ์คดีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตัดสินแล้ว โดยให้อุทธรณ์ในข้อกฎหมายได้ด้วยและเปลี่ยนผู้พิจารณาจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเป็นการตั้งองค์คณะมาพิจารณาใหม่นั้น นายวิชากล่าวว่า จะทำให้เกิดความยุ่งยากต่อระบบยุติธรรม ที่เคยใช้บรรทัดฐานทางกฎหมายโดยยึดคำพิพากษาศาลฎีกาเป็นหลัก แต่กรณีนี้ถ้าองค์คณะของศาลฎีกาที่ตั้งขึ้นใหม่ มีความเห็นข้อกฎหมายที่แตกต่างไปจากองค์คณะเดิม จะทำให้เกิดปัญหาตามมาว่าจะยึดบรรทัดฐานใด
นอกจากนี้การที่ร่างรัฐธรรมนูญกำหนดให้มีคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.) ก็มีคำถามว่าป.ป.ช.จะมีกลไกใดตรวจสอบบุคคลในคปป.หรือไม่นั้น คงจะนำกลไกใหม่เหล่านี้มาเทียบเคียงกับเมื่อครั้งสปช.เข้ารับตำแหน่ง ซึ่งป.ป.ช.เคยวินิจฉัยว่า สปช.ไม่ต้องแจ้งบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช. เนื่องจากทำหน้าที่ต่างกัน





