"บวรศักดิ์"ส่งสัญญาณไม่วางใจร่างรธน.ผ่านสปช. ชี้ 3 ปัจจัยที่นำไปสู่สำเร็จเหมือนรธน.ปี40
นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวบรรยายพิเศษในงานสัปดาห์แห่งการเรียนรู้ จัดโดยสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เรื่อง เล่ารัฐธรรมนูญ ตอนหนึ่งถึงการยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยได้เปรียบเทียบกับรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 และรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ตอนหนึ่งว่าความสำเร็จของรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา มีอยู่ 3 ข้อ คือ 1.การใช้ความรู้มากกว่าความรู้สึก ด้วยการใช้ความรู้ ความเข้าใจปัญหาเขียนรัฐธรรมนูญเพื่อแก้ไข , 2.การเคลื่อนไหวทางสังคม ที่ประชาชนให้การสนับสนุนเนื้อหา แม้นักการเมืองจะไม่เห็นชอบแต่ก็เห็นด้วยเพราะประชาชนต้องการ
โดยปี 2540 มีปรากฏการณ์ของการชูธงเขียว และ 3.ผู้มีอำนาจ โดยในปี 2540 ผู้มีอำนาจของรัฐสภา และสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ถึงแม้จะมีความเห็นที่ไม่ตรงกันแต่ก็ให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ ไม่เล่นกันเอง และมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ขณะที่ในปัจจุบันตนไม่แน่ใจว่าจะเกิดอะไรขึ้น เพราะตั้งแต่มีร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันออกมาพบว่ามีแต่เสียงก่นด่าสารพัด ทั้งจากนักการเมือง และจากคนกันเอง ซึ่งตนถือว่าเป็นธรรมดาตามเสรีภาพที่บุคคลสามารถแสดงความเห็นหรือวิจารณ์ได้ ทั้งนี้ยอมรับว่ากมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญชุดปัจจุบันโดนทุกรูปแบบ ซึ่งตนเข้าใจว่าเป็นธรรมดาของการเมืองที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งแต่อยากมานั่งในสภา ซึ่งต่างจากการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง
"วันนั้นเมื่อปี 2540 แม้อำนาจอยู่ที่พรรคการเมือง แต่ประชาชนต้องการ ทำให้พรรคการเมืองลงมติให้ผ่าน แม้เขาไม่เห็นด้วยสักคน สำหรับวันนี้เป็นอำนาจของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ทั้ง 247 คน และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ฐานะแม่น้ำสายที่ 1 ว่าจะเอาหรือไม่เอา ส่วนผมรับได้ทั้งนั้น และผมขอให้คิดให้ดี เมื่อไม่ผ่านใครได้ ใครเสีย ขอให้ผู้มีปัญญาจงไปคิดคำถามนี้ และหาคำตอบให้ลึกซึ้งว่าหากไม่ผ่านสปช. หรือไม่ผ่านประชามติ ใครได้ใครเสีย ขอคิดให้ลึกซึ้ง และจะตอบตัวเองได้ สำหรับผมรับได้ทั้งสิ้น"นายบวรศักดิ์ กล่าว
นายบวรศักดิ์ กล่าวด้วยว่า ล่าสุดนิด้าโพลล์เปิดเผยผลสำรวจความเห็นประชาชนออกมาว่า ร้อยละ 40 อยากให้สปช. ผ่านร่างรัฐธรรมนูญ แต่ตนรับได้ทั้งนั้น แต่หากถามใจลึกๆ ตนอยากให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นสัญญาประชาคม ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญจะเป็นสัญญาประชาคมได้จริงก็ต่อเมื่อประชาชนฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตยเป็นผู้ตัดสิน ทั้งนี้เมื่อมีการทำประชามติ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรมนูญจึงกล้าที่จะเขียนเรื่องระบอบประชาธิปไตยในระยะเปลี่ยนผ่าน 5 ปี แต่ถ้าไม่มีประชามติ ตนไม่กล้าเขียนเด็ดขาด ทั้งนี้ขออย่ากล่าวหาว่าร่างรัฐธรรมนูญมีหมกเม็ด เพราะตนพร้อมเปิด และพร้อมอธิบายให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จำนวน 49 ล้านคน ฟังและตัดสินใจด้วยตนเองว่าจะลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ดังนั้นเสียงประชามติคือเสียงพิพากษาสุดท้าย ดังนั้นผู้แทนของปวงชน ควรฟังเสียงปวงชนด้วย
นายบวรศักดิ์ กล่าวถึงกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญด้วยว่าที่ผ่านมาไม่มีการลงมติหรือโหวตในเนื้อหาใดเพราะกังวลว่าจะมีการล็อบบี้เกิดขึ้น ซึ่งในการพิจารณาร่างรัฐธรมนูญหลายเรื่อง ตนในฐานะผู้ทำหน้าที่ประธานกมธ.ฯ ไม่สามารถชี้นำใดๆ ได้ และมีหลายเรื่องที่แพ้ เช่น กรณีที่คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองขัดแย้งกับคณะรัฐมนตรี (ครม.) นอกจากจะเสนอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความแล้ว ตนเสนอให้ครม. หรือคณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯ ส่งประชาชนเพื่อให้ออกเสียงประชามติ ปีละไม่เกิน 1 ครั้ง แต่เขาไม่ยอม จึงแพ้มติ
ดังนั้นในความเป็นผู้นำหรือภาวะผู้นำการร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2558 มีความต่างจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 เพราะตอนปี 2540 อาศัยนายอุทัย พิมพ์ใจชน อดีตประธานรัฐสภา และ นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตประธานกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ แต่ปี 2558 มีเพียงนายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสปช. และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 36 คนที่ร่วมเป็นกลุ่มเดียว แม้จะมีผู้ยกย่องให้เป็นอรหันต์ทองคำ แต่ข้อเท็จจริงไม่ใช่ เพราะระดับโสดาบันยังเป็นไม่ได้





