วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปปช.ชี้ร่างรธน.ตัดตอนอำนาจ ไต่สวน'จนท.รัฐ ระดับกลาง-ล่าง'

ป.ป.ช. ระบุร่างรธน.ตัดตอน อำนาจ ไต่สวน "จนท.รัฐ ระดับกลาง-ล่าง" หวั่นสาวไม่ถึงตัวการใหญ่ หากร่วมโกงเป็นขบวนการ

นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช.แถลงถึงกรณีที่คณะกรรมการป.ป.ช. ได้ตั้งข้อสังเกตในร่างรัฐธรรมนูญประเด็นผลกระทบต่อการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งเป็นภารกิจหลักว่า ร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 254 กำหนดให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีอำนาจไต่สวนและวินิจฉัยเจ้าหน้าที่ของรัฐเฉพาะผู้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าหน่วยงานของรัฐหรือเทียบเท่านั้นเป็นการโอนภารกิจสำคัญที่เคยมีอำนาจไต่สวนเจ้าหน้าที่ของรัฐตั้งแต่ระดับผู้อำนวยการกองหรือเทียบเท่าขึ้นไปให้กับหน่วยงานอื่นภายใต้สังกัดของฝ่ายบริหารถือว่าไม่คำนึงถึงรากเหง้าที่แท้จริงของปัญหา ไม่สอดคล้องกับหลักการสากลรวมถึงสภาพปัญหาที่แท้จริงของการทุจริต

ซึ่งมีผู้เกี่ยวข้องในการกระทำผิดทุกภาคส่วน ทั้งนักการเมือง ข้าราชการและเอกชน เชื่อมโยงเป็นกระบวนการโดยเฉพาะข้าราชการที่มักเกี่ยวพันทุกระดับตำแหน่ง ดังนั้นหากร่างรัฐธรรมนูญไม่มีการกล่าวหาหัวหน้าหน่วยงานของรัฐหรือเทียบเท่าแล้ว คณะกรรมการ ป.ป.ช.ย่อมไม่มีอำนาจที่จะรับเรื่องไว้ดำเนินการจึงอาจเกิดปัญหาการตัดตอนการดำเนินคดีได้ 

นายสรรเสริญ กล่าวว่า ปัจจุบันป.ป.ช.มีอำนาจไต่สวนเจ้าหน้าที่ของรัฐตั้งแต่ผู้บริหารระดับสูงหรือข้าราชการตั้งแต่ผู้อำนวยการกอง หรือเทียบเท่าขึ้นไปรวมทั้งดำเนินการกับเจ้าหน้ารัฐหรือข้าราชการในระดับต่ำกว่าที่ร่วมกระทำความผิดกับผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวหรือกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือที่กระทำความผิดในลักษณะที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. เห็นสมควรดำเนินการตามที่คณะกรรมการป.ป.ช.กำหนด โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาจึงเป็นกลไกสำคัญในการควบคุมตรวจสอบการดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ของรัฐในระดับล่างให้มีประสิทธิภาพ 

นายสรรเสริญ กล่าวว่า จากสถิติการดำเนินคดีที่ผ่านมาคดีที่เกี่ยวกับการทุจริตโยงใยถึงเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงส่วนใหญ่จะเริ่มที่เจ้าหน้าที่รัฐระดับล่างหรือระดับกลางซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติตามคำสั่งหรือการสั่งการของเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงหรือนักการเมือง จากข้อมูลปัจจุบันเรื่องกล่าวหาที่อยู่ระหว่างการไต่สวนข้อเท็จจริงในระดับตำแหน่งหัวหน้าหน่วยงานของรัฐหรือเทียบเท่ามีเพียง 168 รายเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งดำรงตำแหน่งตั้งแต่ผู้อำนวยการกองหรือเทียบเท่าขึ้นไป3,062 ราย ซึ่งคดีส่วนหนึ่งสามารถขยายผลการไต่สวนถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงหรือหัวหน้าหน่วยงานของรัฐได้และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 2,738 ราย ดังนั้นหากเจ้าหน้าที่ของรัฐระดับล่างและระดับกลางถูกตัดตอนก็ไม่สามารถดำเนินคดีกับผู้บงการเบื้องหลังได้ จึงอาจนำมาซึ่งการร้องเรียนให้ป.ป.ช.ไต่สวนหัวหน้าหน่วยงานของรัฐในทุกคดีจนอาจเกิดความปั่นป่วนในการบริหารราชการแผ่นดิน 

"คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีความกังวลว่าการตัดอำนาจ ป.ป.ช.ในการไต่สวนคดีทุจริตดังกล่าวอาจทำให้การแก้ไขปัญหาการทุจริตไม่ประสบความสำเร็จและเกิดวิกฤติเหมือนเหตุการณ์ก่อนการปฏิรูปการเมือง ดังนั้นหากทุกคนมีความห่วงกังวลต่อปัญหาทุจริต ก็สมควรที่จะกำหนดให้คณะกรรมการป.ป.ช. มีอำนาจหยิบยกคดีที่มีความสำคัญที่มีการทุจริตเป็นกระบวนการหรือคดีที่มีมูลค่าความเสียหายต่อผลประโยชน์ของประเทศชาติอย่างมากหรือคดีที่หน่วยงานอื่นดำเนินการไม่ได้ผลเพราะมีการแทรกแซงทางฝ่ายการเมือง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐระดับสูงหรือผู้มีอิทธิพลขึ้นมาดำเนินการไต่สวนได้อย่างเป็นอิสระจะเหมาะสมยิ่งกว่าการตัดตอนอำนาจการไต่สวนของป.ป.ช. เช่นที่ปรากฏในร่างรัฐธรรมนูญ" นายสรรเสริญ กล่าว