นักวิชาการ ระบุงานวิจัยที่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลง ต้องมีความเข้าใจคนในสังคม
ห้องประชุมจุมภฏ - พันธุ์ทิพย์ อาคารประชาธิปก - รำไพพรรณี จุฬาลงกร์มหาวิทยาลัย นายสุริชัย หวันแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้กล่าวปาฐกภาพิเศษในงาน “วิกฤติ วิจัย วิพากษ์ - ความเป็นธรรมทางสังคม : มโนทัศน์กับความเป็นจริง” ในหัวข้อทวิภพของความเป็นธรรมกับอนาคตการวิจัยทางสังคม ว่าคำว่าทวิภพนั้น หมายถึงหลายๆภพขององค์ความรู้ที่ใช้ในการวิจัยเรื่องของความเป็นธรรม ยกตัวอย่างในเรื่องมุมมองของการเมืองที่คนในสังคมต่างมองว่าฝ่ายตัวเองถูก และฝ่ายที่คิดต่างนั้นผิด ซึ่งเป็นความเชื่อแบบคับแคบ
ทั้งๆที่ทั้งสองฝ่ายนั้นมีผิดและถูกปะปนกันไป หรือไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการประมงที่ผู้ประกอบการส่งออกอาหารทะเล มองว่าความไม่เป็นธรรมของเขาคือการถูกกีดกันจากยุโรป ด้านอเมริกาก็ออกรายงานค้าแรงงานมนุษย์จัดให้ไทยอยู่ Tier3 ซึ่งหลายๆคนมองว่าเป็นเรื่องไม่เป็นธรรมต่อไทยเนื่องจากเขามองเรื่องของรายได้รวมเป็นหลัก แต่ในมุมมองของแรงงานที่ถูกหลอกขึ้นเรือประมง ก็ถือว่าเป็นเรื่องไม่เป็นธรรมของเขาเช่นกัน ซึ่งสองปรากฏการนี้ได้ก็สะท้อนให้เห็นถึงความทวิภพในความเป็นธรรมได้เป็นอย่างดี
นายสุริชัย กล่าวอีกว่า ในด้านงานวิจัยในปัจจุบันมีความเป็นไปในแนวทางของวิทยาศาสตร์ กล่าวคือให้ความสำคัญกับตัวเลขที่พิสูจน์ได้เช่นค่าของ GDP เป็นต้น จนมองข้ามเรื่องของ คุณค่าวิถีชีวิต พหุวัฒนธรรม หรือมีข้อมูลเพียงด้านเดียวซึ่งเป็นมุมมองที่คับแคบ จึงทำให้งานวิจัยแบบนี้ยึดหลักมิติเดียว และไม่ได้ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงและเป็นเพียงแค่เครื่องมือเท่านั้น อีกทั้งสังคมโลกสมัยใหม่มีความคิดเห็นที่หลากหลายมาก จึงต้องทำความเข้าใจถึงความเป็นธรรมที่หลากหลายของคนในสังคม รวมถึงการเข้าไปมีส่วนร่วมทุกข์และเข้าใจของคนในสังคมเพื่อให้งานวิจัยก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงด้วย
"ภารกิจที่สำคัญท่ามกลางความขัดแย้งของทวิภพของความเป็นธรรม ทำให้พื้นที่ความคิดในสาธารณะคับแคบไปมาก เพราะความขัดแย้งทางการเมือง เราต้องคิดว่าทำอย่างไรจึงจะช่วยให้เราก้าวพ้นในทัศนคติแบบนี้ ในขณะที่เราเจอโจทย์ซับซ้อนยื่งขึ้น"นายสุริชัย กล่าว





