วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ประวุฒิ'ลั่นบึ้มราชประสงค์ ทำเต็มที่ไม่ได้หวังโชค

บทสัมภาษณ์คำต่อคำ"เทพชัย"ถาม“ประวุฒิ”ตอบ เหตุระเบิดราชประสงค์ ลั่นทำเต็มที่ไม่ได้หวังโชค ไม่มีเครื่องมือสแกนหน้า

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) -นายเทพชัย หย่อง บรรณาธิการผู้อำนวยการเครือเนชั่น ในฐานะผู้ดำเนินรายการ“ชั่วโมงที่ 26” ทางช่องนาว(Now) ได้บันทึกเทปสัมภาษณ์ พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผู้ช่วย ผบ.ตร.และโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรณีการคลี่คลายคดีระเบิดแยกราชประสงค์และท่าเรือสาทร ซึ่งการบันทึกเทปในครั้งนี้เป็นลักษณะการถามตอบเกี่ยวกับเรื่องระเบิดที่เกิดขึ้น โดยเหตุการณ์ผ่านมาแล้ว 11 วัน

เทพชัย: เหตุระเบิดที่แยกราชประสงค์ผ่านมาแล้ว 11 วัน ทางเจ้าหน้าที่มีข้อมูลหรือหลักฐานที่ทำให้ใกล้ได้ตัว ผู้ต้องสงสัยมากกว่า 7 วันที่แล้วหรือยัง

พล.ต.ท.ประวุฒิ: ตลอดเวลาที่ผ่านมา เรามีข้อมูลที่ใกล้ได้ตัวผู้ต้องหา อยู่เรื่อยๆแต่เนื่องจากว่าเป๋นการสืบสวนทางข้อมูลและจากกล้องซีซีทีวี(CCTV) ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลจากโทรศัพท์ แต่ก็ยังไม่สามารถเห็นตัว ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ได้มีการเข้าค้นและตรวจสอบหลายจุด ที่คิดว่าใช่ แต่สุดท้ายก็ไม่ใช่ ซึ่งข้อมูลการสืบสวน จากทางพยานก็ดี ทางข้อมูลโทรศัพท์ก็ดี แต่ก็ยังไม่ใช่ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ก็ยังทำงานต่อไป และมีการส่งทีมไปทั้งทางภาคเหนือและภาคใต้ ไปทั่วประเทศ และเจ้าหน้าที่ต้องมีความพร้อมอยู่ตลอดเวลาในการบุกค้นตามสถานที่ต่างๆ

เทพชัย: คือตอนนี้สิ่งเดียวที่เราเชื่อว่าเป็นหลักฐานสำคัญคือภาพวงจรปิดใช่หรือไม่ นอกจกนั้นยังมีหลักฐานส่วนอื่นมั้ยที่ทำให้เรามั่นใจ ว่าจะนำไปสู่ผู้ต้องสงสัยรายนี้ไหม

พล.ต.ท.ประวุฒิ: อย่างเช่นที่เราเก็บคือดีเอ็นเอ จากแบงก์ จากรถแท็กซี่ จากกระเป๋าเป้ ซึ่งมั่นใจว่าเป้ใบนี้ใช้ก่อระเบิด ถ้าหากว่าเราไม่มีผู้เทียบหรือผู้ต้องสงสัย เราก็ไม่รู้ว่าจะเอาอะไรมาเทียบประกอบว่าดีเอ็นชุดนี้เป็นของใคร

เทพชัย: ดีเอ็นเอที่ตรวจจากแบงก์หรือจากเป้มันตรงกันไหมกับของผู้ต้องสงสัย

พล.ต.ท.ประวุฒิ: ดีเอ็นเอขึ้นยากมาก เนื่องจากอาจโดนไฟไหม้ และจากในแบงค์ก็เช่นกัน อาจมีลายมือของบุคคลอื่นเพิ่มด้วย

เทพชัย: ทางเจ้าหน้าที่พึ่งภาพจากซีซีทีวีมากที่สุด

พล.ต.ท.ประวุฒิ: จากพยานบางส่วน จากกล้อง และจากสัญญาณโทรศัพท์

เทพชัย: แต่ภาพที่สื่อมวลชนทราบมาก่อนว่า ภาพจากซีซีทีวีบริเวณจุดเกิดเหตุ จากการนั่งรถมอเตอร์ไซค์ จากรถตุ๊กตุ๊ก ไปยังจุดที่จะวางระเบิด นอกจากนั้นแล้ว เรายังไม่ทราบว่าจะมีกล้องจากจุดอื่นๆอีกใช่ไหม

พล.ต.ท.ประวุฒิ: ในวันนี้เริ่มหาจากภาพสุดท้ายที่เราเห็นคนร้ายอยู่บริเวณใกล้ๆแยกศาลาแดง เวลา 18.56 น. วันที่ 17 ส.ค. หลังจากนั้นเราไม่เห็นภาพคนร้ายอีกเลย ขณะนี้เราเริ่มสืบย้อนหลังไป 30 วัน เผื่อว่าคนร้ายมีการมาดูพื้นที่ ในกล้องทั้งหมดบริเวณแยกราชประสงค์ตามจุดต่างๆที่เห็นคนร้าย เช่น ถ้าเขาอาศัยในบริเวณนั้นก็ต้องมีการปรากฎกาย เราก็จะทำการสืบหาว่ามีใครเคยเห็นหรือไม่

เทพชัย: การที่คนร้ายหายไปจากกล้องซีซีทีวี ตั้งแต่ศาลาแดงเป็นต้นไป มีความหมายว่าอย่างไร

พล.ต.ท.ประวุฒิ: สังเกตจากการเดินของคนร้าย จะมีการหันหน้าหนีกล้อง ซึ่งแสดงว่ามีการศึกษามุมกล้องมาอย่างดี

เทพชัย: 2-3 วันก่อนหน้านี้ ผบ.ตร. ก็มีการพูดถึงเรื่องกล้องซีซีทีวีในทำนองว่ามีปัญหา

พล.ต.ท.ประวุฒิ: กล้องทั้งหมดที่บันทึกเหตุการณ์ไม่ใช่ของทางราชการ แต่เป็นของทางห้างฯ ของทางตำรวจไม่มีกล้อง จะมีก็ต่อเมื่อขอในการจัดงาน และติดตามสี่แยก กทม.ได้เฉพาะมุมด้านบนภาพรถมอเตอร์ไซค์รับจ้าง

เทพชัย: ความเชื่อมโยงระหว่างระเบิดท่าเรือสาทรกับระเบิดแยกราชประสงค์เป็นอย่างไร

พล.ต.ท.ประวุฒิ: มีความเหมือนกันในบางจุด และมีความแตกต่างกัน ความเหมือนกันก็คือตัวเปลือกนอกใช้ข้อดำน้ำในขนาดที่ใกล้เคียงกัน และวิธีการใช้สะเก็ดระเบิด มีการใช้ลูกปืนใกล้เคียงกัน แต่ต่างกันที่วัตถุประสงค์ โดยที่พระพรหมต้องการสังหาร แต่ที่สาทรต้องการแค่ให้เกิดความตื่นตระหนก สังเกตจากคนอยู่บนสะพาน ระเบิดอยู่ข้างล่างแค่เปียกน้ำ คล้ายคลึงกันระดับหนึ่ง ซึ่งต้องนำไปเปรียบเทียบทางเคมีอีกครั้ง การตามตัวคนร้ายจากท่าเรือสาทรจึงยากกว่าที่แยกราชประสงค์ ซึ่งพยานก็น้อย บ่ายโมงของวันนั้นไม่ค่อยมีคน

เทพชัย: ถ้าจะสรุปว่าตอนนี้ให้น้ำหนักไปทางไหน

พล.ต.ท.ประวุฒิ: ทางท่าน ผบ.ตร.กล่าวไว้ว่า ยังไม่สามารถตัดได้ทุกประเด็น ทุกประเด็นไม่ได้มุ่งเป้าว่าเป็นกลุ่ม เป็นหาตัวคนร้ายหรือผู้ที่เกี่ยวข้อง การข่าวก็จะไปทางกลุ่มคนเล็กๆที่คิดว่าจะเกี่ยวข้อง แต่ก็มุ่งไปหาคนที่หน้าตาเหมือนบุคคลในภาพทั้งสองที่ ถ้ามีที่พักหรือโรงแรมก็ต้องมีคนเห็นบ้าง และต้องใช้วิธีประสานงานกับข้อมูลต่างๆ เช่น ในเรื่องของการใช้เน็ตโฟน หรือการใช้โทรศัพท์

เทพชัย : มีความเคลื่อนไหวอะไรบ้าง ที่ทำให้การสืบสวนใกล้ความจริงมากขึ้น

พล.ต.ท.ประวุฒิ : ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้การสืบสวนก็ยังไม่ใกล้ตัวคนร้าย แต่ทำให้ทิศทางการสืบสวนแคบลง ตัดทิ้งกลุ่มบุคคลที่ไม่ใช่ ทำให้เหลือกลุ่มที่คาดว่าน้อยลง แต่ก็ยังไม่มีรายละเอียด

เทพชัย: พอจะบอกกลุ่มที่เป็นเป้าหมาย(เท่าที่บอกได้)

พล.ต.ท.ประวุฒิ: กลุ่มของผู้ที่เคยมีประวัติ เพราะระเบิดลักษณะนี้ไม่ใช่ใครจะทำได้ ต้องพิสูจน์หลายทาง ทั้งกลุ่มคน และที่มา เท่าที่สังเกตคนร้ายอาจจะไม่ใช้โทรศัพท์ อาจเป็นเน็ตโฟน แชท เป็นตัวจุดระเบิด

เทพชัย: ทุกวันนี้ท่านไปไหน คงจะมีแต่คนถามว่าตำรวจไทยจะจับคนร้ายมือวางระเบิดได้หรือไม่

พล.ต.ท.ประวุฒิ: เอาเป็นว่าเราพยายามเต็มที่ หลายรายที่ผ่านมาแล้ว เราไม่คิดว่าจะจับได้ บางทีไปเจอจุดเล็กๆ แล้วมันพอดี อย่างเมื่อ 3 วันก่อนหน้านี้ คาดว่าจะใช่แล้วสอดคล้องกับพยานทั้งหมด แต่ก็ยังไม่ใช่ แต่การพยายามที่จะทำทุกอย่างแบบปูพรมอาจจะไปเจอจุดใดจุดหนึ่งก็ได้ แต่ก็ยังมีความเชื่อมั่นว่า อย่างน้อยๆให้เรารู้ว่าใคร คนร้ายระดับนี้มีการวางแผน อาจจะมีการเดินทางออกไปแล้ว แต่อย่างน้อยเราจะได้รู้ว่าเขาคือใคร ในกลุ่มมีใครบ้าง ซึ่งตรงนี้เชื่อว่าเราทำได้

เทพชัย: ที่ผ่านมาก็มีหลายทฤษฎี หลักๆก็เป็นเรื่องของการก่อการร้ายระหว่างประเทศ และเรื่องของความขัดแย้งการเมืองภายใน สองเรื่องนี้อยู่ในวิธีการสอบสวนหรือไม่

พล.ต.ท.ประวุฒิ: ถ้าสมมุติว่าเป็นความขัดแย้งภายใน หรือเป็นความโกรธแค้นส่วนตัวระหว่างบุคคล หรือเป็นคนวิกลจริต หรือมีสตางค์แต่สติไม่มี มันเป็นไปได้ทั้งนั้น จะไปสืบจากไหน แต่ถ้าเราไปวางว่า กลุ่มที่มาจากต่างชาติ เราจะไปสืบจากทั่วโลก เราควรจะมุ่งไปว่า ใครมาทำอะไรที่นี่มากกว่า มุ่งไปที่ตัวศูนย์กลาง

เทพชัย: ที่ผ่านมา ผบ.ตร.ให้ข้อมูลสื่อมวลชนหลายครั้ง บางครั้งก็ให้ข้อมูลบางอย่างไม่ชัดเจน เช่น ในการระเบิดมีผู้ร่วมขบวนการไม่น้อยกว่า 10 คน

พล.ต.ท.ประวุฒิ: การระเบิดทั้ง 2 ที่ สังเกตได้ว่ามีการแบ่งงานกันทำ โดยมีทีมงาน ซึ่งอาจจะมีคนร่วมขบวนการเป็น 10 คน สื่อบางสื่อไปตัดข้อความ ก็ทำให้เกิดความเข้าใจผิด อย่างที่น่าจะมีคนไทยร่วมด้วย แต่ไม่ได้หมายความว่าเป็นคนไทย

เทพชัย: แล้วอย่างที่ ผบ.ตร.บอกว่า ถ้าดวงดีก็จะสามารถจับตัวคนร้ายได้ ฟังดูแล้วเหมือนต้องอาศัยดวง ไม่มีความหวังที่จะจับได้เลยหรือ

พล.ต.ท.ประวุฒิ: เราโชคดีที่เจอจุดนี้ก่อน ที่มันจะหายไป เช่นหลักฐานหายไป แต่เราก็ทำเต็มที่ไม่ได้หวังโชค

เทพชัย : แล้วอีกอย่างที่ ผบ.ตร.ย้ำมา 2-3ครั้ง ช่วงนี้ตำรวจทำงานหนักมาก ปัญหาอยู่ที่เครื่องมือไม่พอ ในคดีนี้เรื่องของเครื่องมือมันเป็นปัญหาแค่ไหน

พล.ต.ท.ประวุฒิ: อย่างที่ว่าถึงโปรแกรมจดจำใบหน้า ถ้าบ้านเรามี ถ้าได้ภาพจากกล้องซีซีทีวี เว็บแคมต่างๆ หาคนรูปร่างสูงประมาณนี้ สวมเป้สะพายหลัง ที่เข้าไปก่อเหตุระเบิด แล้วทำการสแกนหน้า พอได้หน้าก็จะส่งไปเทียบกับฐานทะเบียนบุคคล แล้วจะรู้ผลทันทีว่าเป็นใคร ซึ่งเรายังไม่มีเครื่องมือดังกล่าว ก็อย่างที่ประกาศออกไปว่า ถ้าผู้ใดถ่ายติดหน้าผู้ก่อการร้ายให้ส่งมาให้ ซึ่งทางตอนนี้ก็มีเอกชนในหลายประเทศก็ให้ความร่วมมือ ส่งเครื่องมือมาพร้อมฐานข้อมูล อย่างเช่น นำข้อมูลของสนามบินสุวรรณภูมิย้อนหลังประมาณ 1 เดือน เอามาสแกนหน้าว่าคนนั้นคือใคร ภายในเดือนนั้นมีการเข้าออกกี่ครั้ง และอีกอย่างซีซีทีวีไม่มีระบบติดตามบุคคล อย่างเช่น ถ้ามีคนเดินๆแล้วล้ม ก็จะจับภาพได้ทันที หรือ ของหล่นหรือวางทิ้งไว้ ตั้งไว้กี่นาทีก็จะมีการเตือน ก็จะมีการกันคนออก ถ้ามีเครื่องพวกนี้ แค่นี้ก็คุ้มแล้ว แต่เราก็ไม่มีเลย แม้แต่กล้องที่ชัดๆ กล้องที่ได้มาชัดๆก็เป็นของเอกชน

เทพชัย : ภาพสเก็ตซ์ของผู้ต้องสงสัยที่ออกมาใกล้เคียงความจริงกี่เปอร์เซ็นต์

พล.ต.ท.ประวุฒิ: เขียนจากคำบอกเล่าของพยาน เช่น วินมอเตอร์ไซค์ เชื่อว่าคนไทยอยากมีส่วนร่วม ส่วนมากจากคดีต่างๆที่จับกุมคนร้ายได้กว่า 90% ตามภาพสเก็ตซ์

เทพชัย: อย่างถ้ากลุ่มต่างชาติเข้ามาก่อเหตุ มันจะมีสาเหตมาจากอะไร

พล.ต.ท.ประวุฒิ: ปกติบ้านเราก็มีคนร้ายเข้ามาก่อเหตุ แต่เป้าหมายก็แล้วแต่ ที่ผ่านมาทำกับพื่นที่เชิงสัญลักษณ์ เช่นหน่วยราชการของประเทศอื่นที่ต้องการโจมตี ประเทศเราไม่มีศัตรู อย่างกลุ่ม เกรย์วูฟส์ เราก็ไม่เคยได้ยินมาก่อน เราก็รับฟังไม่ได้ค้าน แต่ถ้าจะใช้ในการสืบสวนสอบสวน ก็จะมุ่งไปที่คนมา คนทำ กลุ่มบุคคลที่เคลื่อนไหวก่อน ถ้าได้ตัวบุคคลหรือรู้ว่าเป็นใครก่อนแล้วค่อยโยงไปยังกลุ่ม

เทพชัย: อาทิตย์หน้าท่านโฆษกคิดว่าจะมีข่าวดี ที่จะตอบได้ชัดเจนกว่าสองสัปดาห์ที่ผ่านมาหรือไม่

พล.ต.ท.ประวุฒิ: ถ้าผมรับปากไป ก็เท่ากับผมพูดในสิ่งที่ผมยังคิดไม่ออก เราพยายามเต็มที่ ผมอาจจะไม่ใช่คนที่บริหารสั่งการเรื่องนี้ แต่ก็มีส่วนร่วม โดยท่านจักรทิพย์ก็ไม่อยู่ เดินทางไปตรวจสอบทุกที่ พอไปแล้วก็ไม่ใช่ ตำรวจพยายามเต็มที่ ในหลายๆเรื่องที่สอบสวนได้ แต่ก็มีอีกหลายๆเรื่องที่ไม่ได้ แม้ในต่างประเทศเองจะมีเครื่องมือที่ทันสมัย ก็ยังต้องใช้เวลามาก แต่ของเราไม่มีเครื่องมือเลย อย่างที่ท่าน ผบ.ตร.พูดด้วย ต้องอาศัยความพยายามแล้วก็ต้องมีโชคด้วย เราก็จะใช้วิกฤตให้เป็นโอกาสในการนำเสนอซื้อเครื่องมือที่ทันสมัยมาใช้ต่อไป เพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำอีก