"วิษณุ"ระบุนักการเมือง มีสิทธิพูดถึงร่างรธน.หากไม่ปลุกปั่นจนแตกแยก ชี้อำนาจคณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯมีไว้เพื่อแก้ยามวิกฤต
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การที่นักการเมืองออกมาวิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยพยายามให้สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) โหวตคว่ำในวันที่ 6 ก.ย.นี้ ไม่ใช่ความผิดอะไร หรือแม้ สปช.โหวตแล้ว ก็ยังไม่กล้าชี้ชัดว่าการออกมาสนับสนุนของนักการเมืองที่ไม่เอารัฐธรรมนูญจะเป็นความผิด เพราะยังไม่เห็นระเบียบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ว่าเขียนไว้อย่างไร ดังนั้นช่วงนี้ จึงเป็นการแสดงความเห็นทั้งฝ่ายที่สนับสนุนและคัดค้าน จึงไม่มีอะไรผิด แต่จะสมควรหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับความพอใจ ถ้าไม่พูดจายั่วยุจนเกิดความแตกแยกร้าวฉานก็ไม่เป็นไร อย่างไรก็ตาม มีหลายคนที่ออกมาพูดในเชิงสร้างสรรค์ เช่น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ ที่บอกว่า ไม่อยากให้เสียเวลาเถียงกันเรื่องคำปรารถในร่างรัฐธรรมนูญ เพราะเคยเกิดกรณีเช่นนี้มาแล้วในอดีต แต่ขอให้เลือกพิจารณาในเนื้อหา หากดูแล้วเนื้อหาไม่ดีก็ไม่ต้องรับ ถ้าดีก็รับ โดยต้องชั่วน้ำหนักเอา
นายวิษณุ กล่าวว่า สำหรับการทำประชามติในร่างรัฐธรรมนูญ จะต้องมีการทำความเข้าใจให้กับประชาชน โดยกตต.เป็นเจ้าภาพในการดำเนินการ จึงไม่น่าจะมีปัญหา แต่ที่เป็นปัญหาคือคนที่ไปจัดกันเองจะทำได้หรือไม่ ขึ้นอยู่ 2 อย่าง คือ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ และ ระเบียบว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ซึ่งเป็นของใหม่ที่ กกต.มีอำนาจกำหนด คาดว่าจะส่งให้ สนช.พิจาณาในเดือนกันยายนนี้ ระเบียบดังกล่าวจะมีข้อห้ามมากแค่ไหนยังไม่ทราบ นอกจากนี้ในการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเตรียมความพร้อมการทำประชามติครั้งที่ผ่าน ได้หารือถึงเรื่องการปลุกระดม ไม่ว่าจะเป็น การปลุกระดมให้ผ่านหรือไม่ผ่าน โดยที่ประชุมไม่สนับสนุนให้ทำเช่นนั้นและต้องห้าม เพราะอาจเข้าข่ายผิดคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) แต่การร่วมรายการโทรทัศน์แสดงความเห็นนั้นสามารถทำได้
"หากมีการส่งไลน์ หรือเอสเอ็มเอส ในลักษณะยั่วยุ ปลุกระดม ใช้คำพูดหยาบคาย รุนแรง ข่มขู่ ก้าวร้าว คำตอบคือทำไม่ได้ ผิดกฎหมาย แต่ยังนึกไม่ออกว่าจะจับมือใครดม และจะทำยังไง เช่นเดียวกับคลิปที่ส่งกันอย่างผิดกฎหมายถ้าจับได้ก็จับ แต่หลักอยู่ที่ว่าอย่าเป็นการปลุกระดมยั่วยุ ให้เกิดความแยกแยกถ้าเป็นการแสดงความคิดเห็นธรรมดาคงไม่เป็นไร"นายวิษณุ กล่าว
ชี้อำนาจคณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯเพื่อแก้วิกฤต
นายวิษณุ กล่าวถึงมาตรา 260 ในร่างรัฐธรรมนูญที่ให้มีการคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ(คปป.) ว่า กฎหมายทั้งหลายล้วนมี 2 นัยยะ คือนัยยะที่เขียน กับนัยยะที่เอามาใช้ ถ้าดูเฉพาะที่เขียนอาจจะเห็นว่ารุนแรง แต่พอนัยยะที่นำมาใช้กลับตรงกันข้าม เพราะมีเงื่อนไขต่างๆ กำกับอยู่ หรือบางครั้งอาจดูว่าไม่มีอะไร แต่พอนำมาใช้กลับมีความน่ากลัว จึงต้องดูบริบทหรือข้อความอื่น หากยกเฉพาะมาตรา 260 อาจดูน่ากลัว แต่มาตราดังกล่าวยังอยู่ภายใต้บทบัญญัติของทั้งศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ หรือเกี่ยวกับการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ แล้วเงื่อนเวลาในมาตรา 260 ก็ใช่ว่าจะนำมาใช้ได้ง่ายๆ กมธ.ยกร่างฯอธิบายแล้วว่า อำนาจของ คปป.มี 2 อย่าง คืออำนาจในยามปกติและอำนาจยามวิกฤต หรืออำนาจพิเศษ แต่ทุกคนข้ามไปมองถึงอำนาจพิเศษดังกล่าวจึงตกใจ แต่อำนาจในยามวิกฤตไม่อาจนำมาใช้ง่ายๆ โดยจะใช้เมื่อเกิดวิกฤตก็ต่อเมื่อรัฐบาลปกติใช้มาตรการทั้งหมดแล้วยังไม่ได้ผล และยังมีอันตรายกับประเทศ เวลานั้นรัฐบาลเองอาจเป็นผู้ร้องขอให้ คปป.เข้ามาแก้ไขวิกฤตก็เป็นได้
"นายเจตน์ โทณวณิก กมธ.ยกร่างฯ ได้ยกตัวอย่างเรื่องดังกล่าวว่า รัฐธรรมนูญของโปรตุเกส ฝรั่งเศส สเปน ได้บัญญัติให้มีคณะกรรมการที่มีอำนาจในลักษณะแบบนี้เหมือนกัน เพราะแต่ละประเทศต่างกลัวอันตราย เรื่องใดที่สามารถรับมือได้ด้วยภาวะปกติคงไม่มีปัญหา แต่หากใช้มาตรการจนสุดความสามารถ แล้วเห็นพ้องกันว่า หมดปัญญารับมือจะทำอย่างไร สมมุติว่าใช้กฏหมายทั้งหมดในประเทศแล้วยังแก้ปัญหาไม่ได้ผล เพราะที่ผ่านมามีแต่การยึดอำนาจเท่านั้นที่เข้ามาแก้ปัญหา แต่ทุกคนไม่ต้องการเห็นการยึดอำนาจอีก ดังนั้นจึงต้องใช้วิธีการตามรัฐธรรมนูญ แต่เราไม่เคยมีจึงต้องบัญญัติเพิ่มเข้าไป เพื่อเป็นวิธีการแก้ไขปัญหาตามรัฐธรรมนูญ อย่างโปรตุเกสเมื่อเขียนให้มีอำนาจลักษณะนี้ไว้ ตั้งชื่อว่าสภาปฏิวัติด้วยซ้ำ และเมื่อตั้งขึ้นมากลับไม่มีเหตุอะไรเกิดขึ้น อำนาจพิเศษจึงไม่ถูกหยิบมาใช้ จนกระทั้งหมดอายุไป" นายวิษณุ กล่าว
นายวิษณุ กล่าวว่า เจตนาของ กมธ.ยกร่าง คงเป็นการป้องกันการรัฐประหาร แต่สื่อพยายามถามย้ำว่า แต่ใจหรือไม่ว่าจะไม่มีการปฏิวัติ เรื่องนี้ไม่มีใครแน่ใจอะไรได้ แต่การจะยกเหตุผลที่จะทำรัฐประหารจะยากขึ้น เพราะที่แล้วมามันง่าย ไม่มีมาตรการแก้ไขสถานการณ์ ดังนั้นหากมีมาตรการ เช่น คปป.แล้วยังไม่สามารถรับมือวิกฤตได้ ก็อาจจะเห็นความบกพร่องของคนใช้อำนาจก็เป็นได้ และใครที่คิดจะกระโดดเข้ามายึดอำนาจ คงต้องเสี่ยงตอบในการคำถามให้ได้ ว่าเมื่อมีอำนาจที่จะจัดการแล้วเหตุใดถึงไม่ใช้
นายวิษณุ กล่าวว่า เรายอมรับใช่หรือไม่ว่าวันนี้ประเทศอยู่ในภาวะไม่ปกติ คือไม่ใช่ประชาธิปไตยเต็มที่ พอประกาศใช้รัฐธรรมนูญใหม่ช่วง4-5ปีแรก ที่มีคปป.ก็ต้องทำใจว่าเป็นช่วงที่ประชาธิปไตยยังไม่เต็มที่ แต่จะดีขึ้นกว่าวันนี้ ดีขึ้นตามมาตรฐานสากลมันก็ยังไม่ใช่ เพราะเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ พอพ้น 5 ปี หมดช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ บ้านเมืองควรจะสงบได้แล้ว ฉะนั้น คปป.ก็หมดไป อำนาจพิเศษก็หมดไป หวังว่ารัฐบาลปกติจะรับมือได้ ประชาชนก็รับมือได้อย่างน้อยก็ทำให้ประเทศนิ่งได้สักระยะหนึ่ง
"ช่วง1ปีที่ผ่านมาก็ต้องตอบว่าสถานการณ์นิ่งในระดับหนึ่ง แต่ไม่ถึงขนาดนิ่งเงียบกริบ ซึ่งนิ่งกว่าก่อนวันที่ 22 พ.ค.2557 หากมีการเลือกตั้งทุกคนก็มองนักการเมืองก็รู้อยู่เต็มอกว่ามันจะไม่นิ่งขึ้นมาอีก เหมือนกับที่เคยพูดกันมาว่าในสมัยรัฐบาลก่อนๆ ว่ารีบยุบสภาแล้วเลือกตั้ง และบางพรรคการเมืองบอกว่ายุบไม่ได้ เพราะบางพื้นที่ยังไปหาเสียงไม่ได้ แล้วจะยุบเพื่อเลือกตั้งได้อย่างไร จัดให้เรียบร้อยก่อนค่อยยุบ ภาพอย่างนี้อาจจะเกิดขึ้นมาอีก สมมติว่า 7 ต.ค.59 จัดให้มีการเลือกตั้ง จะแน่ใจได้อย่างไรว่าสภาพ1ปีนี้เช่นนี้จะคงสภาพต่อไป หรือสภาพก่อน 22 พ.ค.57จะกลับมา หรือบวกลบคูณหารแล้วจะหนักกว่าก่อน 22 พ.ค.57 ด้วยความที่อั้นกันมานาน ตรงนี้เรียกว่าเป็นช่วงหัวเลี้ยงหัวต่อ ซึ่งกมธ.ยกร่างฯจำเป็นต้องมีมาตรการออกมาในรัฐธรรมนูญ อย่าไปฝากผีฝากไข้กับคปป.อย่างเดียวเลย เพราะคปป.จะกระโดดออกมาแสดงได้ เมื่อเกิดวิกฤต แต่บ้านเมืองไม่ถึงวิกฤตขนาดนั้น คปป.ก็ต้องสงบอยู่ในที่ตั้ง จะมาเพ่นพ่านแล้วให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่าออกมาผิดเวลา ตรงนั้นก็ต้องใช้อำนาจอื่น หากมันผิดปกติ" นายวิษณุ กล่าว
ชมร่างรธน.ใหม่ ดีกว่ารธน.40-50
ผู้สื่อข่าวถามว่า อ่านร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้แล้วมีข้อดีข้อเสียเปรียบเทียบได้หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ดีว่าฉบับปี 40-50 อย่างน้อยเราก็ได้เรียนรู้คนที่ตบมือที่หลังดังกว่า คนที่ตบมือก่อนแน่ รัฐธรรมนูญปี 40-50 เขาก็เขียนไว้ดี แต่พอเกิดปัญหา เคลือบแคลงสงสัยว่าคำนี้แปลว่าอะไร เราก็พบมาแล้วว่ายุ่งยาก วันนี้เขามีบทเรียนก็ทำให้มันชัดขึ้น ซึ่งมันก็แก้ปัญหาตรงนั้นได้ ตนพอใจในบางมาตรการ รัฐธรรมนูญในฉบับก่อนๆก่อปัญหา พอไม่ชัดเจนก็มาถกเถียงกันว่าทำได้หรือไม่ได้ หลายเรื่องในรัฐบาลชุดก่อนๆ ต้องส่งเรื่องไปถามกฤษฎีกา ซึ่งกฤษฎีกาก็จะตอบมาว่าหากเป็นเรื่องรัฐธรรมนูญเขาไม่ตอบเพราะไม่มีอำนาจ ขืนตอบไปหากศาลรัฐธรรมนูญไปอีกทิศไม่หน้าแตกหรือ แต่หากไปถามศาลรัฐธรรมนูญในเวลาที่ผ่านมา ศาลจะบอกว่าศาลไม่ใช่ที่ปรึกษาไปทำมาก่อน ผิดแล้วจะบอก พอผิดแล้วก็ถอดถอน ตนก็พอใจว่าเวลานี้หากมีปัญหาสงสัยก็ส่งศาลรัฐธรรมนูญช่วยชี้ขาด หรือแนะนำให้ก่อนได้ ไม่ใช่ถึงขนาดว่าไม่รู้จะเลือกทำอย่างไรดีแล้วให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ อย่างนั้นไม่ใช่ มันเป็นการให้ศาลรัฐธรรมนูญปกครองประเทศ มันไม่ใช่เพราะเขาแค่อยากจะทำ แต่อยากรู้ว่ามาตรานี้ยอมให้ทำหรือไม่
นายวิษณุ กล่าวว่า เมื่อก่อนก็เถียงกันอยู่ตามถนนกรณีน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ยุบสภาและมีเสียงเรียกร้องให้ลาออก แต่น.ส.ยิ่งลักษณ์บอกว่าออกไม่ได้ต้องอยู่เพราะรัฐธรรมนูญระบุว่ารัฐมนตรีที่พ้นไปต้องรักษาการ ซึ่งเรื่องนี้ก็ถูกต้อง แล้วอีกฝ่ายก็บอกว่าต้องออก ถ้าจะออกเสียอย่างใครจะมาบีบคอห้ามได้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ก็ไม่ออก เรื่องแบบนี้ถ้าเกิดขึ้นในอนาคตศาลต้องชี้ได้ แต่การถามศาลต้องไม่ใช่ประชาชนเพ่นพ่านไปถามเอง ต้องเป็นองค์กรหรือสภา คณะรัฐมนตรี(ครม.) เป็นคนถาม ส่วนเรื่องรักษาการก็มีการแก้ไขให้แล้ว เมื่อครม.ยุบสภา ครม.ต้องรักษาการ หากครม.ลาออกไป 1-2 คน ก็ไม่เป็นไร อยู่เท่าไหร่ก็อยู่ไป แต่ถ้าลาออกหมดก็ให้ปลัดกระทรวงรักษาการ เพราะเราคงไม่ยอมให้คปป.มารักษาการแน่ ซึ่งเรื่องนี้ก็ดี
ผู้สื่อข่าวถามว่า เมื่อมองว่าร่างรัฐธรรมนูญใหม่ดีกว่า 2ฉบับที่ผ่านมาจะเป็นการชี้ให้สปช.รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้หรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ไม่ได้ชี้ เพราะตนไม่มีสิทธิโหวตในสปช. แต่มีสิทธิโหวตเหมือนประชาชนทั่วไปในชั้นประชามติ แต่เอาให้รอดในชั้นสปช.ก่อน ส่วนกรณีของคนที่เป็นกมธ.ยกร่างฯ ควบตำแหน่งสปช.นั้น ควรโหวตด้วยหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ที่จริงไม่มีปัญหาถ้าจะตอบ แต่ตนเห็นว่าเป็นประเด็นที่มีคนชูขึ้นมา โดยมีนัยยะบางอย่าง ก็ไม่อยากพูดอะไรตรงนั้น
เผยมีมาตรการ เอาผิดนักการเมือง
ผู้สื่อข่าวถามว่า ในอดีตที่ผ่านมา มีพรรคการเมืองปลุกระดมทำให้บ้านเมืองปั่นป่วนมีสิทธิที่จะเล่นงานได้หรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า มี เพราะรัฐธรรมนูญเขากำหนดมาตรการหลายๆ อย่างที่เป็นจริยธรรม ที่จะนำไปสู่การถอดถอนหรือกล่าวโทษได้ แต่เดิมเขาเขียนไว้ว่าห้ามนักการเมืองใช้วาจาผรุสวาท กล่าวร้าย หยาบคาย ไม่สุภาพ ซึ่งรัฐบาลก็ท้วงไปว่าไม่เห็นด้วย
เพราะเรื่องแบบนี้ต้องไปเขียนในประมวลจริยธรรม หากมาเขียนในรัฐธรรมนูญก็จะมาเถียงกันอีก ว่าพูดขนาดไหนถึงจะเรียกว่าผรุสวาท ด่าพ่อล่อแม่ได้หรือไม่ สบถได้หรือไม่ มึง กู ไอ้ อี ได้หรือไม่ มันก็จะไม่ได้ไปหมด สุดท้ายจะมาหาเรื่องแกล้งถอดถอน คำพูดแบบนี้มนุษย์ก็พูดกันประจำ เพียงแต่เป็นคำพูดไม่สุภาพ จะมาบอกว่านักการเมืองต้องสุภาพมากกว่าก็เป็นเรื่องจริง แต่อย่ามาเขียนในรัฐธรรมนูญให้อายเขาเลย เขาก็แก้ให้เยอะแยะ ตนก็พอใจว่ามีความชัดเจนขึ้นมา ส่วนที่ยังไม่พอใจก็มีแต่อย่าไปพูดตอนนี้เลย เดี๋ยวจะกลายเป็นชี้โพรงให้กระรอก กระรอกกระโดดเข้าไปแล้วไม่ออกจากโพรง ก็จะล้มเลยทีนี้





