(รายงาน) เปิดปูมครม.ใหม่ด้านสังคม 4 รัฐมนตรี 3 กระทรวง
ในที่สุด ครม.“ประยุทธ์3” ก็ได้ฤกษ์คลอดออกมาตามนัดหมาย เหมือนกับที่เป็นข่าวมาตลอดว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงหลังผ่านงานสำคัญของบ้านเมือง ในกิจกรรมขี่จักรยานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
การปรับเปลี่ยนหลักๆ อยู่ที่กระทรวงเศรษฐกิจเป็นสำคัญ
แต่การเพิ่มรัฐมนตรีหน้าใหม่เข้ามาร่วมรัฐบาลถึง 10 คน รวมไปถึงการสลับสับเปลี่ยนหลายตำแหน่ง ให้บางคนเป็น “ผู้เล่น” ในสังกัดใหม่ และขยับบางคนขึ่้นไปเป็น “โค๊ช” ก็ส่งความเปลี่ยนแปลงมาถึง 3 กระทรวงทางด้านสังคม
โดยมีการเปลี่ยนแปลง 4 รัฐมนตรี และในจำนวนนี้ยังเป็นรมต. “หน้าใหม่” ถึง 3 คน
กระทรวงศึกษาธิการ ได้รัฐมนตรีใหม่ 2 คน คือ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ มาเป็นรัฐมนตรีว่าการฯ แทน พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย และมี นายธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ เป็นรัฐมนตรีป้ายแดงในตำแหน่ง รมช.ศึกษาธิการ
พล.อ.ดาว์พงษ์ เป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 12 รุ่นเดียวกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และจบจากโรงเรียนนายร้อยจปร.รุ่น 23
หลังการรัฐประหารในปี 2549 ในขณะที่มียศพลตรี ได้รับตำแหน่งรองแม่ทัพภาค 1 และปีถัดมาได้เป็นผู้ช่วยเสนาธิการทหารบกฝ่ายยุทธการ และมาเป็นรองเสนาธิการทหารบก กระทั่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเสนาธิการทหารบกเมื่อ 1 ต.ค.2553 พร้อมกับติดยศพลเอก
พล.อ.ดาว์พงษ์ เป็นที่รู้จักกว้างขวางจากเหตุการณ์ชุมนุมของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) ในตำแหน่งเป็นเลขาธิการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร และเป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.)
หลังรัฐประหารปี2557 ได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในขณะที่อยู่ในตำแหน่งรองผู้บัญชาการทหารบก ก่อนจะเกษียณอายุราชการในปีที่ผ่านมา โดยระหว่างเป็นรัฐมนตรีทรัพยากรฯ มีผลงานมากมายในการ “ทวงคืนผืนป่า”
ส่วน นายธีระเกียรติ เป็นรัฐมนตรีป้ายแดงที่ไม่ถือว่าเป็น“หน้าใหม่”เสียทีเดียว สำหรับกระทรวงศึกษาธิการ เพราะก่อนหน้านี้ทำงานอยู่ในตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และขณะเดียวกันยังเป็นผู้อำนวยการศูนย์จิตวิทยาการศึกษา มูลนิธิยุวสถิรคุณ ซึ่งมีบทบาทในการขับเคลื่อนปรับเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาการศึกษาไทย
กระทรวงสาธารณสุข ที่มีข่าวคราวปัญหาความขัดแย้งของฝ่ายการเมืองกับข้าราชการประจำ และความขัดแย้งของข้าราชการด้วยกันเอง ได้ นายปิยะสกล สกลสัตยาทร มาเป็นรัฐมนตรีว่าการฯ แทน นายรัชตะ รัชตนาวิน
นายปิยะสกล เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยศาสตร์และอุบัติเหตุ จบจากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เมื่อปี2514
ได้รับวุฒิบัตรผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยศาสตร์ จากแพทยสภา เมื่อปี2518 ผ่านการอบรม Fellowship Training สาขา Critical Care Medicine จากมหาวิทยาลัยจอนส์ฮอปกินส์ เมื่อปี2528 และสาขา Injury Epidemiology เมื่อปี2531 จาก Centers for Disease Control เมืองแอตแลนตา รัฐจอร์เจีย ประเทศสหรัฐ
สำเร็จหลักสูตร วปอ. จากวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร เมื่อปี2538
เคยดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล โดยเข้ารับตำแหน่งในปีแรกที่มหาวิทยาลัยมหิดล ออกนอกระบบเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ระหว่าง 9 ธ.ค.2550-8ธ.ค.2554
โดยในขณะนั้นได้ประกาศวิสัยทัศน์ในการนำมหาวิทยาลัยมหิดลมุ่งสู่การติดอันดับ 1 ใน 100 ของมหาวิทยาลัยโลก
รวมทั้งเป็นคณบดีคนที่ 15 ของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ต่อเนื่อง 2 สมัย (ปี2543-2550)
ได้ถวายงานเป็นแพทย์อาสาตามเสด็จพระราชดำเนินพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ มาตั้งแต่ปี2524 จนถึงปัจจุบัน รวมระยะเวลากว่า 26 ปี
กระทรวงแรงงาน ได้รัฐมนตรี “หน้าใหม่” ชื่อ พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล ที่เพิ่งจะเกษียณอายุราชการมาหมาดๆ จากตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหม และลาออกมาจากการเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติเพื่อมารับตำแหน่งรัฐมนตรี
โดยตำแหน่งสำคัญทางทหารก่อนหน้านั้น ย้อนหลังไปเคยเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก เคยดำรงตำแหน่งเสนาธิการทหาร ผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารบก ประจำเอกอัครราชทูตไทย ณ สาธารณรัฐสิงคโปร์ เจ้ากรมข่าวทหารบก ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก เสนาธิการทหารบก ก่อนจะได้รับการแต่งตั้งเป็นปลัดกระทรวงกลาโหม แทนพล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ เมื่อ 1 ต.ค.2557
ถึงวันนี้เข้ามารับงานต่อจาก พล.อ.สุรศักดิ์ อีกครั้งที่กระทรวงแรงงาน
จบการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้ารุ่น 24 เป็นรุ่นน้องพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
ทั้งหมดนั้นเป็น 4 รัฐมนตรีใน 3 กระทรวงทางด้านสังคม ที่ต้องจับตาดูว่าจะเข้ามาสร้างความเปลี่ยนเปลี่ยนแปลงและแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่สั่งสมมาได้มากน้อยแค่ไหน
ทั้งปัญหา ด้านการศึกษา ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าคุณภาพการศึกษาของบ้านเรายังด้อย เหมือนอย่างที่มีงานวิจัยระบุว่าเด็กไทย 74% อ่านภาษาไทยไม่รู้เรื่อง รวมไปถึงปัญหาขาดแคลนครู และการผลิตบุคคลากรที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน
หรือ ด้านสาธารณสุข ที่ยังคงพบปัญหาในเรื่องการเข้าถึงการรับการรักษาของกองทุนต่างๆ รวมถึงปัญหาสำคัญที่ยังพบมีความ “ขาดเอกภาพ” ในการทำงานภายในหน่วยงานต่างๆ หรือแม้แต่ระหว่างฝ่ายกำกับนโยบายกับฝ่ายปฏิบัติ
รวมไปถึง ด้านแรงงาน ที่ต้องเข้ามามีส่วนสำคัญในปัญหาใหญ่ของบ้านเมืองในเรื่องการค้ามนุษย์ แรงงานข้ามชาติ รวมไปถึงการพัฒนาแรงงานให้ตรงกับความต้องการของตลาด และยังมีเรื่องค่าแรงขั้นต่ำที่รอการแก้ไข ฯลฯ
ทั้งหมดนั้นต้องช่วยกันให้กำลังใจรัฐมนตรีใหม่ทางด้านสังคม และจับตารอคอยความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในทางบวก !!!





