โพลล์เผยบึ้มราชประสงค์กระทบจิตใจปชช. เชื่อฝีมือกลุ่มก่อการร้าย-ผู้สูญเสียประโยชน์ทางการเมือง หวังทำลายศก. ความเชื่อมั่นของต่างชาติ และรัฐบาล
รศ.ดร.เชษฐ รัชดาพรรณาธิกุล ประธานชมรมนักวิจัยไทยเพื่อความสุขชุมชน (Thai Researchers in Community Happiness Association, TRICHA) เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจมาสเตอร์โพลล์(Master Poll) เรื่อง อารมณ์ความรู้สึก และความเชื่อมั่นของประชาชนต่อรัฐบาลและ คสช. ภายหลังเกิดเหตุระเบิดที่สี่แยกราชประสงค์ : กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปที่พักอาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร ในครั้งนี้ได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลจากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวนทั้งสิ้น 1,128 ตัวอย่าง ซึ่งมีระยะเวลาการดำเนินโครงการในวันที่ 18 - 19 สิงหาคม 2558 ประเด็นสำคัญที่ค้นพบจากการสำรวจในครั้งนี้ มีดังนี้
ผลสำรวจการติดตามข่าวสารเกี่ยวกับเหตุระเบิดที่สี่แยกราชประสงค์เมื่อค่ำวันที่ 17 สิงหาคม 2558 ที่ผ่านมาพบว่า ตัวอย่างร้อยละ 39.4 ระบุติดตามอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ร้อยละ 58.4 ระบุติดตามบ้าง และร้อยละ 2.2 ระบุไม่ได้ติดตามเลย ทั้งนี้เมื่อสอบถามถึงช่องทางการติดตามข่าวสารเกี่ยวกับเหตุระเบิดดังกล่าวพบว่า ร้อยละ 80.8 ระบุติดตามผ่านทางโทรทัศน์ ร้อยละ 42.8 ระบุติดตามจากโซเชียลเน็ตเวิร์ค เช่น เฟสบุค ไลน์ ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม ร้อยละ 24.5 ระบุจากการบอกเล่า/การบอกต่อ ร้อยละ 14.5 ระบุติดตามทางเว็บไซต์ของสำนักข่าวต่างๆ และร้อยละ 12.3 ระบุติดตามทางวิทยุ ตามลำดับ
ประเด็นสำคัญที่น่าพิจารณาคือ เมื่อคณะผู้วิจัยได้สอบถามตัวอย่างถึงสิ่งที่ทำเป็นลำดับแรกเมื่อทราบข่าวเหตุระเบิดที่เกิดขึ้น โดยผลการสำรวจพบว่า ตัวอย่างร้อยละ 13.8 ระบุตนเองได้แชร์/ส่งข่าวให้เครือข่ายในโซเชียล ออนไลน์ทันที ในขณะที่ร้อยละ 13.3 ระบุโทรบอกครอบครัว/เพื่อน/คนรู้จักทันที ร้อยละ 9.7 ระบุสอบถามความปลอดภัยของครอบครัว/เพื่อน/คนรู้จัก ร้อยละ 8.2 ระบุตรวจสอบข่าวแล้วบอกต่อให้ครอบครัว/เพื่อน/คนรู้จักทางโทรศัพท์ ร้อยละ 7.8 ระบุโทรบอกครอบครัว/เพื่อน/คนรู้จักว่าตนเองปลอดภัย ร้อยละ 6.5 ระบุตรวจสอบข่าวแล้วแชร์/ส่งข่าวให้เครือข่ายในโซเชียลออนไลน์ ร้อยละ 3.6 ระบุไตร่ตรอง/ตรวจสอบความจริงของข่าวก่อน โดยตรวจสอบจากการรายงานข่าวทางโทรทัศน์ การรายงานของ คสช./จากวิทยุ (จส.100) ทั้งนี้ตัวอย่างร้อยละ 37.1 ระบุไม่ได้ทำอะไรรอติดตามข่าวอย่างเดียว
สำหรับความคิดเห็นของกลุ่มตัวอย่างต่อกรณีกลุ่มที่คิดว่าเป็นผู้วางระเบิดที่สี่แยกราชประสงค์นั้น พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 46.0 ระบุคิดว่าเป็นกลุ่มก่อการร้าย รองลงมาคือร้อยละ 45.6 ระบุคิดว่าเป็นกลุ่มผู้สูญเสียประโยชน์ทางการเมือง ร้อยละ 5.3 ระบุคิดว่าเป็นกลุ่มผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ในภาคใต้ ร้อยละ 3.1 ระบุกลุ่มอื่นๆ อาทิ กลุ่มผู้เกี่ยวข้องกรณีชาวอุยกูร์/กลุ่มการเมืองฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลและ คสช. ทั้งนี้ตัวอย่างร้อยละ 49.7 เห็นว่าการวางระเบิดในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อทำลายเศรษฐกิจของประเทศ รองลงมาคือ ร้อยละ 47.0 ระบุเพื่อทำลายความเชื่อมั่นของต่างชาติที่มีต่อประเทศไทย ร้อยละ 43.9 ระบุเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐบาลและ คสช. ร้อยละ 42.8 ระบุคิดว่าเพื่อต่อรองทางการเมือง ร้อยละ 39.5 ระบุเพื่อทำลายความสุขของคนไทยภายหลังการเฉลิมฉลองวันแม่แห่งชาติ และร้อยละ 33.3 ระบุเพื่อทำลายบรรยากาศการท่องเที่ยวของประเทศ ตามลำดับ
นอกจากนี้ผลการสำรวจพบว่า ตัวอย่างร้อยละ 97.6 ระบุสงสาร/เห็นใจผู้ที่บาดเจ็บ/เสียชีวิต ร้อยละ 94.6 ระบุรู้สึกตกใจกับเหตุระเบิดที่เกิดขึ้น ร้อยละ 93.2 ระบุรู้สึกว่าทหารและตำรวจต้องทำงานหนักมากขึ้น ร้อยละ 92.8 ระบุรู้สึกตำหนิกลุ่มคนที่ลอบวางระเบิด ร้อยละ 89.8 ระบุรู้สึกเศร้า/สะเทือนใจ ร้อยละ 88.1 ระบุรู้สึกว่าถึงเวลาแล้วที่คนไทยจะต้องรักและสามัคคีกันให้มากขึ้น ร้อยละ 81.3 ระบุรู้สึกหวาดกลัว/หวาดระแวง ร้อยละ 80.7 ระบุสาปแช่ง/ประณามผู้ที่ก่อเหตุ ร้อยละ 75.4 ระบุรู้สึกโกรธ ร้อยละ 64.6 ระบุวิตกกังวล/เครียด ร้อยละ 61.1 ระบุรู้สึกเบื่อหน่าย/ท้อแท้ และร้อยละ 60.8 ระบุรู้สึกหมดหวังที่จะคลี่คลายสถานการณ์ให้ดีขึ้น
สำหรับการดำเนินชีวิตประจำวันที่ได้รับผลกระทบจากเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นในครั้งนี้นั้น พบว่าร้อยละ 47.9 ระบุมีผลกระทบต่อสุขภาพจิต ร้อยละ 44.0 ระบุมีผลกระทบต่อการทำงาน/การเรียน ร้อยละ 14.0 ระบุมีผลกระทบต่อชีวิตครอบครัว ร้อยละ 10.1 ระบุมีผลกระทบต่อความสัมพันธ์กับเพื่อน/คนรู้จัก ร้อยละ 6.4 ระบุมีผลกระทบต่อสุขภาพกาย อย่างไรก็ตามตัวอย่างร้อยละ 24.6 ระบุไม่ได้รับผลกระทบด้านใดเลย
และเมื่อสอบถามถึงการเปลี่ยนแปลงการใช้ชีวิตภายหลังเกิดเหตุระเบิดที่สี่แยกราชประสงค์นั้น พบว่า ร้อยละ 91.5 ระบุติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดมากขึ้น ร้อยละ 90.7 ระบุบอกกล่าวตักเตือนและแสดงความห่วงใยญาติมิตร ร้อยละ 75.3 ระบุคิดว่าจะไม่เที่ยวสถานบันเทิงในช่วงเวลากลางคืน ร้อยละ 74.7 ระบุคิดว่าจะไม่ออกนอกบ้านโดยไม่จำเป็น ในขณะที่ร้อยละ 72.4 ระบุพยายามจะหลีกเลี่ยงย่านชุมชนที่มีคนมากๆ อาทิ ห้างสรรพสินค้า/โรงภาพยนตร์/ตลาด ร้อยละ 71.1 ระบุตนเองหวนคิดถึงหรือพูดคุยเรื่องนี้บ่อยๆ ร้อยละ 62.8 ระบุพยายามจะหลีกเลี่ยงการเดินทางโดยระบบขนส่งมวลชนต่างๆ อาทิ รถไฟฟ้า รถเมล์ เครื่องบิน รถไฟ และ ร้อยละ 37.9 ระบุตนเองนอนไม่หลับ
ทั้งนี้เมื่อสอบถามถึงสถานที่หรือบริเวณที่คิดว่าจะหลีกเลี่ยงไม่เดินทางเข้าไปใกล้นั้น พบว่า ร้อยละ 58.3 ระบุห้างสรรพสินค้า/โรงภาพยนตร์ ร้อยละ 46.7 ระบุแหล่งชุมชน อาทิ ป้ายรถเมล์/สะพานลอย/สี่แยก ร้อยละ 39.2 ระบุสถานีขนส่ง/สถานีรถไฟฟ้า/สถานีรถไฟ/สนามบิน ร้อยละ 30.9 ระบุศูนย์การค้า/ตลาดนัด ร้อยละ 23.1 ระบุสถานที่ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว อาทิ สวนสนุก/อุทยาน/สวนสาธารณะ และร้อยละ 21.5 ระบุสถานที่ราชการ
ประเด็นสำคัญที่น่าพิจารณาคือ เมื่อสอบถามความคิดเห็นของตัวอย่างถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อการดำเนินชีวิตประจำวันจากเหตุระเบิดในครั้งนี้นั้น พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 7.3 ระบุส่งผลกระทบมาก-มากที่สุด ร้อยละ 34.7 ระบุค่อนข้างมาก ร้อยละ 28.6 ระบุค่อนข้างน้อย ร้อยละ14.4 ระบุส่งผลกระทบเพียงเล็กน้อย ในขณะที่ร้อยละ 15.0 ระบุไม่ส่งผลกระทบเลย
อย่างไรก็ตามเมื่อสอบถามความคิดเห็นของตัวอย่างกรณีความมั่นใจในความปลอดภัยของการดำเนินชีวิตประจำวันภายหลังเกิดเหตุระเบิดที่สี่แยกราชประสงค์ นั้นพบว่าตัวอย่างร้อยละ 20.8 ระบุมั่นใจ ร้อยละ 32.3 ระบุค่อนข้างมั่นใจ ร้อยละ 41.5 ไม่ค่อยมั่นใจ และร้อยละ 5.4 ระบุไม่มั่นใจ นอกจากนี้เมื่อสอบถามถึง ความมั่นใจในความสงบเรียบร้อยของประเทศนั้นพบว่า ตัวอย่างร้อยละ 23.5 ระบุมั่นใจ ร้อยละ 34.8 ระบุค่อนข้างมั่นใจ ร้อยละ 32.4 ไม่ค่อยมั่นใจ และร้อยละ 9.3 ระบุไม่มั่นใจ ประเด็นสำคัญคือเมื่อสอบถามถึง ความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลและ คสช.ในการคุ้มครองความปลอดภัยให้กับประชาชน นั้นพบว่าตัวอย่างร้อยละ 43.6 ระบุเชื่อมั่น ร้อยละ 38.7 ระบุค่อนข้างเชื่อมั่น ร้อยละ15.5 ระบุไม่ค่อยเชื่อมั่น และร้อยละ 2.2 ระบุไม่เชื่อมั่น
ตัวอย่างส่วนใหญ่คือร้อยละ 84.9 ระบุพร้อมให้ความร่วมมือกับรัฐบาลและคสช.ในการแจ้งเบาะแส/การป้องกันเหตุวินาศกรรมต่างๆ โดยสิ่งที่คิดว่าจะให้ความร่วมมือได้ทันทีคือ การช่วยสอดส่องดูแล เป็นหูเป็นตา /ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลก่อนส่งต่อหรือบอกคนอื่น /โทรศัพท์แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ 191 เมื่อพบเห็นเหตุการณ์ไม่ปกติ /สนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่/ไม่ขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่/เป็นกำลังใจให้รัฐบาล/คสช.และเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานทุกคน อย่างไรก็ตาม ตัวอย่างร้อยละ15.1 ระบุไม่พร้อม โดยให้เหตุผลว่าไม่อยากเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยง/ไม่ใช่เรื่องของเรา เป็นเรื่องของทางการ ให้เจ้าหน้าที่ทำไป/กลัวจะไม่ปลอดภัย/อายุมากแล้วไม่อยากยุ่ง/กลัวไปก้าวก่ายการทำงานของเจ้าหน้าที่/ไม่มีเวลา/ไม่ว่าง/ต้องทำงาน และอยู่แต่บ้านไม่ได้ออกไปไหนจึงไม่มีข้อมูล
ประเด็นสำคัญสุดท้ายคือ เมื่อสอบถามตัวอย่างถึงบุคคล/หน่วยงานที่ต้องการให้เข้ามาช่วยดูแลความปลอดภัยของประชาชนและป้องกันเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้นได้อีก นั้นพบว่า ร้อยละ 62.2 ระบุ คสช. ร้อยละ 51.0 ระบุหน่วยงานด้านความมั่นคงทั้งหมด ร้อยละ 50.9 ระบุสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร้อยละ 39.5 ระบุต้องการนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล ร้อยละ 36.8 ระบุกองทัพ และร้อยละ 24.7 ระบุผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ตามลำดับ




