วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'รัฐ-เอกชน’ถกรับผลกระทบค่าเงินหยวน

สกุลเงินเอเชียผันผวนวันที่4 ค่าเงินหยวนเริ่มนิ่ง นายกฯเรียกสศช.ประเมินก่อนแถลงจีดีพีไตรมาส 2จันทร์นี้ "พาณิชย์"หารือ“เอกชน-คลัง-ธปท."18ส.ค.

วานนี้ (14 ส.ค.) ธนาคารกลางจีนกำหนดอัตราอ้างอิงเงินหยวนต่อดอลลาร์แข็งค่าขึ้น 0.05% ที่ระดับ 6.3975 หยวนต่อดอลลาร์ วานนี้ (14 ส.ค.) จาก 6.4010 เมื่อวันพฤหัสบดี (13 ส.ค.) ทั้งยังแข็งค่าขึ้นจากปิดตลาดวันพฤหัสบดีที่ 6.3982 หยวนต่อดอลลาร์

“คาดว่าธนาคารชั้นนำของรัฐเข้าซื้อหยวน เมื่อใดก็ตามที่หยวนเคลื่อนตัวใกล้ระดับ 6.4 ต่อดอลลาร์ ดูเหมือนว่าระดับนี้จะเป็นระดับที่ธนาคารกลางต้องการทำให้หยวนมีเสถียรภาพในวันนี้ ซึ่งอาจจะเป็นในระยะใกล้ด้วย” เทรดเดอร์จากธนาคารต่างประเทศแห่งหนึ่งกล่าว ซึ่งเป็นวันที่ 3 ที่ธนาคารกลางเข้าแทรกแซงตลาด

การกำหนดอัตราอ้างอิงแข็งค่าขึ้นมีขึ้นหลังจากธนาคารกลางจีนพยายามสยบความแตกตื่น ด้วยการรับรองว่าจะรักษาเสถียรภาพเงินหยวน หลังจากกำหนดอัตราอ้างอิงอ่อนลงเกือบ 2% เมื่อวันอังคาร และอ่อนค่าลงอีก 1.6% ในวันพุธ (12 ส.ค.) จากนั้นก็อ่อนลงอีก 1.1% เมื่อวันพฤหัสบดี จนสร้างความปั่นป่วนแก่ตลาดโลกที่วิตกเกี่ยวกับสภาพเศรษฐกิจจีน ทั้งยังก่อให้เกิดความวิตกว่าอาจนำไปสู่สงครามค่าเงิน

จีนอธิบายตั้งแต่วันแรกว่าการเคลื่อนไหวนี้เป็นผลจากการหันไปใช้วิธีคำนวณอัตราอ้างอิงรายวันที่อิงกับสภาพตลาดมากขึ้น จากเดิมที่กำหนดอัตราแลกเปลี่ยนด้วยการยึดความเห็นของผู้กำหนดนโยบาย อีกทั้งเงินหยวนยังสามารถขึ้น-ลงได้ในกรอบ 2% จากค่ากลางของแต่ละวัน

เมื่อวันพฤหัสบดี รองผู้ว่าการธนาคารกลางจีนกล่าวชัดเจนว่าไม่มีเหตุผลที่อัตราแลกเปลี่ยนเงินหยวนจะลดลงอย่างต่อเนื่อง พร้อมเสริมว่าธนาคารกลางมีศักยภาพในการดูแลเงินหยวนให้มีเสถียรภาพในระดับที่สมเหตุผลและสมดุล

ทั้งนี้ จีนดูแลค่าเงินอย่างใกล้ชิดเพราะวิตกเกี่ยวกับกระแสเงินไหลเข้าและไหลออก แต่จีนก็รับปากว่าจะปรับให้ค่าเงินมีความยืดหยุ่นมากขึ้น โดยจีนกำลังผลักดันเงินหยวนให้ได้รับการรวมอยู่สกุลเงินสำรองของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ)

นายชางจิน เว่ย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย กล่าวว่าจีนมีความต้องการอย่างมากที่จะเห็นเงินหยวนรวมอยู่ในตะกร้าเงินไอเอ็มเอฟ ดังนั้นการตัดสินใจของธนาคารกลางเกี่ยวเนื่องกับค่าเงินและภาคการเงิน จึงควรพิจารณาประเด็นนี้ด้วย

“หากเจ้าหน้าที่จีนปล่อยให้กลไกตลาดมีบทบาทอย่างมากในการกำหนดค่าเงิน ก็ต้องมองว่าเป็นการเคลื่อนไหวในแง่บวก” นายเว่ย ระบุ

ค่าเงินเอเชียอ่อนค่า-ผันผวน

ส่วนค่าเงินเอเชียอ่อนค่าลงอีกครั้งวานนี้ โดยดอลลาร์สิงคโปร์อยู่ที่ 1.4025 จาก 1.3971 เปโซฟิลิปปินส์อยู่ที่ 46.25 จาก 46.18 วอนเกาหลีใต้อยู่ที่ 1,177.32 จาก 1,174.55 รูปีอินเดียอยู่ที่ 65.14 จาก 65.11 สำหรับเงินริงกิตมาเลเซียแตะระดับต่ำที่สุดในรอบ 17 ปีครั้งใหม่ ที่ระดับ 4.0805 ริงกิตต่อดอลลาร์ เพราะนักลงทุนวิตกเกี่ยวกับราคาน้ำมันที่ลดลงประกอบกับความไม่แน่นอนทางการเมืองในมาเลเซีย

สำหรับบาทต่อดอลลาร์ยังคงแกว่งตัวผันผวน  แม้ค่าเงินหยวนเริ่มนิ่งขึ้น แต่ความผันผวนในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ยังเป็นปัจจัยกดดันสกุลเงินเอเชีย

ค่าเงินบาทวานนี้ เคลื่อนไหวในกรอบ 35.150-35.296 โดยสัปดาห์นี้เงินบาทอ่อนค่าลงประมาณ 0.30% แม้จะน้อยกว่าหลายๆ สกุลเงินในภูมิภาคที่ถูกกดดันจากความผันผวนของค่าเงินหยวน

บาทต่อดอลลาร์ในช่วงท้ายตลาด อยู่ที่ 35.251/27 จาก 35.241/260 ในช่วงเช้า

นายกฯเรียกสศช.ประเมินสถานการณ์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวานนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เรียกรองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เข้ารายงานภาวะเศรษฐกิจ ท่ามกลางข่าวการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) และผลกระทบจากค่าเงินหยวน

อย่างไรก็ตาม ไม่มีการเปิดเผยผลการหารือในครั้งนี้ มีเพียงเจ้าหน้าที่สศช.ระบุว่าจะชี้แจงรายละเอียดทั้งหมดในวันจันทร์ 17 ส.ค.นี้ ซึ่งสศช.จะแถลงภาวะเศรษฐกิจในไตรมาส 2 และประเมินเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปีนี้

พาณิชย์ถก‘คลัง-ธปท.-เอกชน’ประเมิน

สำหรับผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อภาคส่งออกของไทยยังเป็นประเด็นที่อยู่ในความสนใจว่าจะออกมาอย่างไร แต่จากทิศทางที่ยังไม่ชัดเจนนัก ทำให้กระทรวงพาณิชย์นัดหารือกับหน่วยงานด้านเศรษฐกิจ ทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อประเมินสถานการณ์

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่าในวันอังคารที่ 18 ส.ค.นี้ นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมช.พาณิชย์ จะเชิญตัวแทนสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มาหารือเพื่อประเมินสถานการณ์เงินหยวนอ่อนค่า หลังจากที่ธนาคารกลางของจีนประกาศปรับลดค่าเงินหยวนถึง3ครั้ง ในรอบสัปดาห์เดียวกัน ว่าจะส่งผลต่อภาวะเศรษฐกิจและการส่งออกของไทยอย่างไร

ทั้งนี้ ผลกระทบจากค่าเงินหยวนอ่อนค่าที่เกิดขึ้น ไม่อยากให้กังวลมากเกินไป เบื้องต้นเชื่อภาคการส่งออกของไทยยังได้รับผลดีจากการที่จีนปรับลดค่าเงินหยวน เพราะจะช่วยกระตุ้นการส่งออกของจีนให้ดีขึ้น และมีผลต่อการนำเข้าสินค้าจากไทยที่ส่วนใหญ่ส่งออกสินค้าขั้นต้นและกลางไปยังจีน เพื่อผลิตเป็นสินค้าส่งออกต่อ ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จะยังไม่มีการปรับแผนผลักดันการส่งออก และจะยังดำเนินการตามยุทธศาสตร์เดิมที่ได้กำหนดไว้ รวมทั้งจะไม่มีการปรับเป้าหมายส่งออกปี 2558 ที่ตั้งเป้าติดลบปีนี้ไว้ระดับ 3%

“ผมไม่อยากให้กังวลมากเกินไป โอกาสที่ดียังมีอยู่ และอยากให้มองในมุมของประโยชน์ เพราะเชื่อว่าจีนจะนำเข้าสินค้าจากไทยอยู่ เนื่องจากเป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้าของจีน และจีนก็ประกาศแล้วว่าจะไม่มีการปรับลดค่าเงินหยวนอีกจากที่ได้ไปลดไปก่อนหน้านี้ ในแง่ของการท่องเที่ยว หรือเศรษฐกิจไทย ก็คงต้องรอให้หน่วยงานที่จะเชิญมาประชุมหารือในวันอังคารนี้ก่อน” พล.อ.ฉัตรชัย กล่าว

สินค้าส่งออกแข่งกับจีนเหนื่อย

นายวรภัคธันยาวงษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า จากกรณีตลาดหุ้นจีนลงแรงและค่าเงินหยวนที่ลดลงต่อเนื่องนั้น ยังกังวลกำลังซื้อของจีนอ่อนลง ทั้งบทบาทจีนที่เป็นผู้นำเข้าและนักท่องเที่ยว อาจส่งกระทบกับภาคการท่องเที่ยวและส่งออกของไทยไปจีน ที่เป็นความหวังของเศรษฐกิจไทยปีนี้ ดังนั้น ยังต้องติดตามว่าจะได้รับผลกระทบมากน้อยแค่ไหน แต่เชื่อว่า คงกระทบไม่รุนแรง และขณะนี้ธนาคารยังไม่เห็นผลกระทบ

ส่วนผลกระทบต่อผู้ส่งออกไทยที่ต้องแข่งขันกับผู้ส่งออกจีน อาจต้องเหนื่อยเพิ่มขึ้น เพราะการส่งออกของจีนกลับมาแข็งแกร่งขึ้น แต่การค้าของไทยภาพรวมทั้งนำเข้าและส่งออก จะไม่ได้รับผลกระทบ เพราะไทยยังค้าขายด้วยสกุลเงินดอลลาร์ เป็นหลัก

ขณะที่ผลกระทบต่อตลาดเงินนั้นคงไม่ได้ผันผวนหวือหวา แต่อาจทำให้สหรัฐฯ เหนื่อยเพิ่มขึ้นเพราะเป็นนโยบายการเงินที่สวนทางกับสหรัฐฯ จะปรับขึ้นดอกเบี้ย หลังจากเศรษฐกิจสหรัฐเริ่มฟื้นขณะเดียวกันธนาคารยังมอง แนวโน้มค่าเงินบาททั้งปีนี้อ่อนตัว อยู่ในช่วง 35-36 บาทต่อดอลลาร์

สศก.ประเมินสินค้าเกษตรไม่กระทบ

นายเลอศักดิ์ ริ้วตระกูลไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า ผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าเกษตรน้อยมาก เนื่องจากการส่งออกและนำเข้าสินค้าของประเทศไทยชำระค่าสินค้าด้วยสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งขณะนี้อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐเพิ่มสูงขึ้นถึง 3.25%

แต่การที่ค่าเงินหยวนอ่อนค่าจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าเกษตรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะไทย-จีนเป็นคู่ค้าสินค้าเกษตรที่สำคัญ แต่เนื่องจากผลกระทบจากการส่งออกและนำเข้าไม่ได้เกิดจากค่าเงินเพียงอย่างเดียว เพราะอิทธิพลต่อการส่งออก-นำเข้าได้รับผลกระทบจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น กำลังซื้อจากประเทศคู่ค้า ราคาสินค้าที่ผู้ส่งออกได้รับ อิทธิพลมูลค่าการส่งออกในอดีตที่ผ่านมา และ กำลังซื้อของผู้บริโภคภายในประเทศ

สำหรับผลกระทบต่อภาคเกษตรจะมีนำเข้าสินค้าจากจีน เช่น ปุ๋ยเคมี ผลไม้เมืองหนาว ปลาหมึกกล้วย เป็นต้น ในราคาที่สูงขึ้น ทั้งในรูปของเงินหยวนและดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากการอ่อนค่าทั้งเงินบาทและเงินหยวน ส่วนการส่งออกยางพาราที่แข่งขันกับมาเลเซียและอินโดนีเซียก็คาดว่าจะสามารถรักษาสถานภาพการแข่งขันได้ เนื่องจากค่าเงินบาทของไทยอ่อนค่าในอัตราที่ต่ำกว่า