สตม.จับแก็งคอลเซนเตอร์ไต้หวัน รวมตัวเข้าไทยมาได้กว่า 3 เดือน เหยื่อหลงเชื่อเสียหาย กว่า 200 ล้านบาท
สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง- พล.ต.ต.ภาคภูมิ สัจจพันธุ์ รอง ผบช.สตม. พร้อมด้วยพ.ต.อ.ชยวุฒิ จันทร์สมบูรณ์ ผกก.1บก.สส.สตม. พ.ต.ท.บันดล วงศ์ระรื่น รอง ผกก.1 บก.สส.สตม. พ.ต.ท.วุฒิชาติ บุตรศรีภูมิ สว.กก.1บก.สส.สตม. และร.ต.อ.อัครวินทร์ อินทมุสิก รอง สว.กก.1บก.สส.สตม. ร่วมกันแถลงข่าวผลการจับกุมนายเฉา ซู เหา อายุ 30 ปี นางสาน ลิน เม็ง เชี่ยน อายุ 22 ปี และชาวใต้หวันรวม 10 ราย พร้อมของกลางเครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ จำนวน 3 เครื่อง โทรศัพท์ตั้งโต๊ะ จำนวน 24 เครื่อง โทรศัพท์มือถือ จำนวน 22 เครื่อง วิทยุสื่อสาร จำนวน 12 เครื่อง และเอกสารเกี่ยวข้องกับการหลอกลวงอีกจำนวนมาก
พล.ต.ต.ภาคภูมิ กล่าวว่า สืบเนื่องจากทางเจ้าหน้าที่กก.1บก.สส.สตม. สืบทราบว่ามีแก๊งชาวใต้หวันใช้ฐานประเทศไทยก่ออาชญากรรมข้ามชาติมีพฤติการณ์เป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์โทรศัพท์ไปยังประเทศจีนเพื่อหลอกลวงเหยื่อให้โอนเงิน โดยพักอาศัยอยู่บ้านเลขที่ 81 ช่างอากาศอุทิศ ซอย 6 แยก 2 แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กทม. กระทั่งเมื่อเวลา 11.00 น. เจ้าหน้าที่จึงนำกำลังรุดเข้าตรวจสอบก่อนพบตัวผู้ต้องหาทั้งหมดพร้อมของกลางดังกล่าว
พล.ต.ต.ภาคภูมิ กล่าวต่อว่า โดยพฤติการณ์ของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ชาวไต้หวันจะโทรศัพท์ไปหลอกเหยื่อซึ่งแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ของธนาคารหรือพนักงานโทรคมนาคม ซึ่งมีวิธีการสามารถตรวจพบข้อมูลบัตรประชาชนของเหยื่อที่เคยเปิดใช้เบอร์โทรศัพท์ และติดค้างค่าชำระบริการ หลังจากนั้นจะโอนสายให้คุยกับสายที่ 2 ซึ่งอ้างตนว่าเป็นตำรวจพร้อมทั้งแจ้งว่า มีการนำบัตรประชาชนไปใช้เปิดโทรศัพท์และค้างค่าบริการจริงเพื่อให้มีการเชื่อถือมากขึ้น ก่อนโอนสายไปอีกครั้งซึ่งโดยอ้างเป็นเจ้าพนักงานอัยการ ก่อนแจ้งเหยื่อว่า หากไม่ชำระค่าบริการทั้งหมดจะดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยใช้เอกสารบันทึกจากอัยการปลอมเพื่อให้หลงเชื่ออีกครั้ง หากเหยื่อยินยอมชำระเงินก็จะแจ้งเลขที่บัญชีเพื่อให้โอนเงินเข้ามา
"ทั้งนี้จากการตรวจสอบของแก๊งดังกล่าวพบว่านางสาน ลิน เม็ง เชี่ยน เป็นผู้ต้องหาที่ทางการของไต้หวันต้องการตัวมาก เนื่องจากมีหมายจับในคดีฉ้อโกง อยากฝากถึงพี่น้องประชาชนให้ช่วยกันสังเกตชาวต่างชาติที่เข้ามาพักอาศัยใกล้บ้านเรือนท่าน หากพบพฤติกรรมไม่เหมือนนักท่องเที่ยวหรือน่าสงสัย ขอให้รีบแจ้งข้อมูลสายด่วนสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โทร 1178 หรือwww.inv.immigration.go.th" กล่าว
สอบสวนผู้ต้องหารับสารภาพว่า ได้รับค่าจ้างเป็นรายเดือนๆละ 5 หมื่นบาท ต่อรายบุคคลพร้อมทั้งได้เปอร์เซ็นต์จากยอดเงินที่หลอกลวงอีกด้วย โดยในแต่ละวันต้องทำยอดเงินให้ได้ประมาณ 480,000 หยวน หรือ จำนวน 2.5 ล้านบาท ซึ่งรวมตัวกันเข้ามาอยู่ในประเทศไทยได้กว่า 3 เดือน โดยแต่ละครั้งจะย้ายแหล่งที่อยู่ทุกๆ 2 เดือน ซึ่งก่อนหน้านี้เคยรวมตัวกันที่บ้านพักย่านบางนา ทั้งนี้มีผู้ถูกหลอกหลงเชื่อรวมมูลค่าความเสียหายมากกว่า 225 ล้านบาท
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ทำการเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรไทยทั้งหมด ก่อนขยายผลหาผู้ร่วมขบวนการต่อไป





