วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ชงอำนาจพิเศษ 'กก.ยศ.' ระงับความขัดแย้งรุนแรงในชาติ

"บวรศักดิ์" ปธ.ยกร่างรธน. ให้อำนาจพิเศษ "กก.ยศ." ระงับความขัดแย้งรุนแรงในชาติ –เล็งเสนอ ประชามติถามปชช.

เห็นด้วยมีรัฐบาลปรองดองแห่งชาติหรือไม่ พร้อมเชื่อ 3มาตรการ ให้รัฐบาลสรรหาสว. – มีรัฐบาลปรองดองแห่งชาติ-กก.ยุทธศาสตร์มีอำนาจพิเศษแก้ไขความรุนแรง จะนำไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยเต็มใบ

 เมื่อเวลา 18.30 น. นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ แถลงผลการพิจารณาของกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ต่อประเด็นคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ ว่าที่ประชุมได้ข้อรุปว่า คณะกรรมการยุทธศาสตร์ นั้น จะมีจำนวนไม่เกิน 23 คน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจากบุคคลดังต่อไปนี้ 1.กรรมการโดยตำแหน่ง ได้แก่ ประธานรัฐสภา ประธานวุฒิสภา นายกฯ ผู้บัญชาการกองทัพไทย ผู้บัญชาการกองทัพบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ , 2. กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งแต่งตั้งจากผู้เคยดำรงตำแหน่งประธานรัฐสภา นายกฯ ประธานศาลฏีกา ซึ่งเลือกกันเองแต่ละประเภท ประเภทและ 1 คน และ 3.กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนไม่เกิน 11 คนซึ่งแต่งตั้งตามมติรัฐสภา จากผู้ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการปฏิรูปด้านต่างๆ และการปรองดอง โดยการเพิ่มจำนวนดังกล่าวได้ปรับแก้ไขจากข้อเสนอของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่เสนอให้มีจำนวน 20 คน เพราะตนมองว่ารูปแบบของกรรมการนั้นควรเป็นเลขคี่ และจำนวน 23 นั้นถือเป็นเลขมงคล ขณะที่อำนาจของกรรมการดังกล่าวเป็นไปตามร่างรัฐธรรมนูญที่ได้บัญญัติไว้ โดยจะเน้นในเรื่องของการปฏิรูปและการสร้างความปรองดองเป็นหลัก

 นายบวรศักดิ์ กล่าวด้วยว่าทั้งนี้จากเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา และหลายสำนักจัยประเมินว่าหลังจากที่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ประกาศใช้ และมีเลือกตั้งแล้วความขัดแย้งอาจจะเกิดขึ้นอีก แม้ความขัดแย้งขณะนี้จะยุติเพราะอำนาจของคสช. ก็ตาม ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันความขัดแย้งรุนแรงที่จะเกิดขึ้นอีก กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้เขียนในบทเฉพาะกาล ให้อำนาจของกรรมการยุทธศาสตร์ฯ ในการรักษาความเป็นเอกราชของชาติ บูรณภาพแห่งดินแดน หรือเพื่อป้องกัน ระงับ หรือปราบปรามการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลายความสงบหรือเรียบร้อยหรือความมั่นคงของชาติ ราชบัลลังก์ เศรษฐกิจของประเทศ หรือมีกรณีที่เกิดความขัดแย้งอันนำไปสู่ความรุนแรงขึ้นในประเทศ โดยมีเงื่อนไขคือความขัดแย้งดังกล่าวนั้นไม่สามารถใช้กฎหมายมั่นคงระงับหรือยับยั้งได้ และครม. ไม่สามารถแก้ไขสถานการณ์ใดๆ ได้ เช่น การเกิดการจราจลเป็นต้น โดยให้กรรมการยุทธศาสตร์ฯ ปรึกษากับประธานศาลรัฐธรรมนูญและประธานศาลปกครองสูงสุดแล้ว จากนั้นให้ที่ประชุมลงมติเพื่อใช้อำนาจและมาตรการที่จำเป็นต่อสถานการณ์ โดยใช้เสียงกรรมการ จำนวน 2 ใน 3 โดยมีขอบเขตคือการใช้อำนาจต้องให้สถานการณ์คืนสู่ภาวะปกติโดยเร็ว และเมื่อได้ใช้อำนาจแล้วให้รายงานต่อประธานสภาฯ ประธานวุฒิสภา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ และประธานศาลปกครองสูงสุด จากนั้นให้แถลงกับประชาชนรับทราบโดยเร็ว

 “การใช้อำนาจพิเศษนั้นมีผลให้สภาผู้แทนราษฎรเปิดประชุมโดยอัตโนมัต โดยสาเหตุเพื่อให้สภาฯ นั้นได้มีการตรวจสอบการใช้อำนาจของกรรมการยุทธศาสตร์ฯ ด้วย หากพบว่ามีการใช้อำนาจเกินขอบเขตและไม่เป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด สมาชิกสภาฯ สามารถใช้อำนาจในการตรวจสอบ ถอดถอนได้ ทั้งนี้การเขียนบทบัญญัตินี้ ไม่ใช่การหมกเม็ด หรือสืบทอดอำนาจ แต่เพื่อใช้แก้ไขความขัดแย้งที่เกิดขึ้นรุนแรง ที่รัฐบาลไม่สามารถดำเนินการแก้ไขได้ โดยกรอบการใช้อำนาจนั้นจะมีผลเพียง 5 ปีเท่านั้น และบทบัญญัตินี้มีความต่างกับการให้อำนาจคสช. ในการดำเนินการจัดการปัญหาตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2558 เพราะกรรมการยุทธศาสตร์ฯ ไม่สามารถใช้อำนาจทางตุลาการ เช่น การสั่งดำเนินคดีหรือจับกุม คุมขังผู้ใดได้ และจะมีอำนาจเฉพาะในทางบริหารและนิติบัญญัติเท่านั้น” นายบวรศักดิ์ กล่าว

 นายบวรศักดิ์ แถลงด้วยว่าขณะนี้ตนได้เสนอในความเห็นส่วนตัวที่ยังไม่ได้เป็นมติของกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ คือ จะมีการเสนอให้ทำประชามติถามประชาชนว่าจะเห็นควรให้มีรัฐบาลปรองดองแห่งชาติ ที่มีจำนวนส.ส.ไม่น้อยกว่า 4 ใน 5 ของจำนวนส.ส.ทั้งหมด หรือประมาณ 360 คนจากทั้งสิ้น 450 คนหรือไม่ เพื่อให้รัฐบาลร่วมกันบริหารและแก้ไขปัญหาของบ้านเมืองด้วยความปรองดอง อย่างไรก็ตามประเด็นนี้หากที่ประชุมกมธ.ยกร่างรัฐธรมนูญเห็นชอบด้วย ตนก็จะทำหนังสือไปยังประธานสปช. และประธานสนช. ให้พิจารณาตั้งเป็นคำถามประกอบการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

นายบวรศักดิ์ กล่าวย้ำว่า ตนเชื่อในแนวทางของส.ว.สรรหาที่ให้รัฐบาลชุดปัจจุบันสรรหา จำนวน 123 คนเพื่อสานต่องานปฏิรูป, การให้อำนาจกรรมการยุทธศาสตร์ฯ เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่รุนแรง รวมถึงการมีรัฐบาลปรองดองแห่งชาตินั้น จะเป็นแนวทางที่สามารถสร้างประชาธิปไตยที่เต็มรูปได้อย่างแน่นอน

 ทางด้านนายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ฐานะผู้สนับสนุนการมีรัฐบาลปรองดองแห่งชาติ กล่าวเสริมว่า หากประเทศไทยมีรัฐบาลปรองดองแห่งชาติ จะทำให้เกิดความร่วมมือในการพัฒนาประเทศ และหลุดพ้นความขัดแย้งการเมืองเหมือนที่เคยเกิดขึ้น