วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ประยุทธ์'ห่วงน้ำเข้าเขื่อนน้อย เตือนระวังภัยแล้งรอบหน้า

"พล.อ.ประยุทธ์" นายกฯ ห่วงน้ำเข้าเขื่อนน้อย เตือนระวังภัยแล้งรอบหน้า โวชาวนาสนใจ ประกันภัยนาข้าวเพิ่มขึ้น

วานนี้ (11ส.ค.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แถลงข่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า วันนี้ยังเป็นห่วงเรื่องสถานการณ์น้ำ แม้ว่าจะมีฝนตกลงมาก็มีปริมาณน้ำเพิ่มมาในเขื่อนอีกไม่กี่เปอร์เซ็นต์ ทำให้ปริมาณน้ำในเขื่อนยังมีน้อยอยู่ อย่าเพิ่งประมาท ยังเป็นห่วงเรื่องการเพาะปลูก การทำนาปรังในรอบหน้า อยากให้มีการเก็บน้ำให้ถึงปี 2559 และขอให้ติดตามพยากรณ์อากาศ และการชี้แจงสถานการณ์น้ำจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วย ขณะที่การพิจารณาการช่วยเหลือเบื้องต้น ในส่วนกระทรวงมหาดไทย จะใช้งบประมาณจังหวัดละ 10 ล้านบาท ในการจ้างงานเพื่อให้เกิดรายได้ และสร้างสิ่งที่จะเกิดประโยชน์ต่อไปในอนาคต เช่นแหล่งเก็บน้ำขนาดเล็ก

 นายกฯ กล่าวอีกว่า ในส่วนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะสนับสนุนเรื่องการเปลี่ยนแปลงการปลูกพืช เพื่อให้มีการเรียนรู้ว่าจะต้องทำอย่างไรต่อไปในวันหน้า และวันนี้ได้พิจารณาและให้หลักการ การช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง แต่จะเป็นคนละเรื่องกับการประกาศภัยแล้ง เพราะใช้กฎหมายคนละฉบับ โดยขณะนี้เราจะช่วยเหลือ คือ การประกันภัยนาข้าวในราคา 1,113 บาท มาตรการการสมทบเงินโดยร่วมกับภาคเอกชน ซึ่งจะทำให้เงินสมทบเพิ่มเป็น 2 เท่า ในรอบต่อไป ขณะนี้เรื่องการประกันภัยนาข้าว ประกันราคาข้าวมีคนสนใจมากกว่าปี 2556 - 2557 เราคงต้องขอความร่วมมือจากพี่น้องชาวไร่ชาวนา เพราะรัฐบาลจะสามารถให้เงินได้ตามกฎหมายกำหนดไร่ละ 1,113 บาทต่อไร่ และไม่เกิน 30 ไร่ แต่จะมาขอไร่ละ 4 - 5 พันบาท รัฐบาลไม่รู้จะเอาเงินจากไหนมา ตอนนี้งบประมาณรัฐบาลมีจำกัด การเงินของเรามีปัญหาพอสมควร ส่วนการขยายพื้นที่ประกันภัยนาข้าวในพื้นที่แล้งซ้ำซากนั้นของเดิมมีอยู่แล้ว แต่มีการขยายพื้นที่และวงเงินให้เอกชนที่รับประกันภัยมาร่วมด้วย ถ้าทุกคนเพิ่มเงินประกันตรงนี้ น่าจะสามารถเพิ่มได้อีกส่วนหนึ่ง

 พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่ออีกว่า นอกจากนี้รัฐบาลจะช่วยเรื่องการลดต้นทุนการผลิต เช่น เมล็ดพันธุ์พืช ปุ๋ย ยา เครื่องมือการทำเกษตรกรรมแผนใหม่ พร้อมทั้งจะลดค่าเช่านา ทั้งหมดนี้เราต้องการสร้างระบบ ปรับโครงสร้างการเกษตรใหม่ให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของน้ำที่เรามีอยู่ ทั้งในเขตและนอกเขตชลประทาน และในยามที่น้ำน้อยก็ต้องปลูกพืชใช้น้ำน้อย จากที่ตนได้รับทราบจากการรายงานและอ่านจากหนังสือพิมพ์ พบว่ามีเกษตรกรหลายรายที่ช่วยตัวเอง ทั้งด้านการลงทุน การปรับวีธีการปลูก เช่น การปลูกมันสำปะหลัง แล้วได้ผลผลิต รายได้เพิ่มขึ้นหลายตัว เรื่องแบบนี้ตนอยากให้ช่วยกันขยายผล

 “ มาตรการการช่วยเหลือรัฐบาลอยากทำให้ แต่ยังติดขัด ไปทำมากไม่ได้ เพราะตอนนี้ไม่ใช่สถานการณ์ปกติ ไม่ใช่ภัยแล้งทั้งประเทศ เดี๋ยวจะผิดกฎหมาย แต่การช่วยเหลือจะมี คือ 1.สำหรับผู้ที่ได้ไม่เชื่อฟังแต่ดำเนินการปลูกจนเกิดความเสียหาย 2.ที่เชื่อฟังพร้อมกับเลื่อนการปลูกพืชตามนโยบายของรัฐบาล และ 3.การปลูกข้าวนาปรังที่ทำยาก ทำไม่ได้ เพราะจะเสียหาย หากใครทำก็รับผิดชอบเอาเอง ดังนั้นหากใครจะปลูกอะไรขอให้รวมตัวกันมาขอคำปรึกษาจากเจ้าหน้าที่ เพื่อที่จะได้หาทางช่วยเหลือ และสนับสนุนได้ถูก อย่างไรก็ตาม ในปีต่อไปรัฐบาลจะช่วยเหลือตามกติกาเดิม หากรัฐต้องเอาเงินไปโปะให้ต้องเสียเงินไปอีกเท่าไหร่ ถ้าล้มไปจะทำยังไง เห็นใจระบบการเงินการคลังบ้าง ทุกอย่างใช้กฎหมายปกติ ไม่ใช่ใช้แต่มาตรา 44 ทำทุกอย่างให้เป็นไปตามกฎหมายเถอะ รัฐบาลพยายามไม่ไปหลีกเลี่ยงกฎหมาย ท่านไปคาดหวังรัฐบาลหน้าเอาเอง ที่ผ่านมาผมไม่พูด” นายกฯ กล่าว

 พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า ขณะที่ราคาผลผลิตทางการเกษตรมีทั้งตกต่ำ และสูงขึ้น เพราะขึ้นอยู่กับตลาดโลก ที่ขณะนี้อยู่ระหว่างประเมินภัยน้ำท่วมว่าจะเกิดที่ไหนอย่างไร และในแต่ละประเทศมีปริมาณข้าวที่เก็บไว้เท่าไหร่ เพราะจะเป็นตัวกำหนดราคาข้าวว่าจะขึ้นหรือลง เราโชคดีที่ประสบปัญหาน้ำท่วมน้อย ซึ่งการช่วยเหลือข้อมูลที่ไปสำรวจแต่ละหน่วยงานต้องตรงกัน ประชาชนต้องเข้าใจ หากเรียกร้องทั้งหมด ทุกอย่างที่สร้างวันนี้จะพัง อนาคตก็ไม่เกิด วันหน้าก็กลับมาที่เดิมอีก ความขัดแย้งก็อยู่ ถูกชักจูงไปทางการเมืองบ้างอะไรบ้าง ที่สำคัญประชาชนต้องเข้มแข็งด้วยตัวเอง เพื่อให้กำหนดอนาคตประเทศได้ ไม่ใช่ให้ใครมากำหนด เพราะความขัดแย้งไม่สามารถทำให้ประเทศเดินหน้าได้

 “ ตั้งแต่ผมเข้ามามีการใช้งบประมาณเพื่อช่วยเหลือประชาชนทั้ง เรื่องจำนำข้าว แก้ปัญหาภัยแล้งและเรื่องอื่นๆ โดยใช้งบไปแล้วกว่า 5.7 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นส่วนของข้าวกว่า 3 แสนล้าน ทุกวันนี้ยังต้องจ่ายงบประมาณสำหรับค่าเช่าโกดังเก็บข้าวเดือนละ 2 ร้อยกว่าล้าน ซึ่งลดลงจากเดิม เพราะมีการขายข้าวออกไปบ้างแล้ว ซึ่งต่อไปต้องดูแลกันต่อ สานต่อให้ได้ใครสานต่อไม่ดีก็มีหลักประกันอยู่แล้ว ถ้าทำให้ข้าวเสียหายเขาก็ต้องชดใช้ ซึ่งกำลังดูทั้งหมด ไม่ใช่เอากันง่ายๆหาคนมาลงโทษ มาฟ้องศาลก็จบ มันไม่ใช่ และข้าวที่เก็บอยู่ก็เสื่อมสภาพได้ แต่จะขายเร็วก็ไม่ได้ เพราะราคามันเพี้ยน หลายคนอาจโทษรัฐบาลนี้ทำไมไม่ขายข้าวเร็วๆ ถ้าขายไปก็ขาดทุนเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งต้องไปหาเอาว่าใครผิด”