วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ศาล-นักวิชาการ ชี้ไทยมีปัญหาจำแนกเหยื่อค้ามนุษย์

อภิปราย "สถานการณ์ค้ามนุษย์ไทย-ต่างประเทศ" ศาล-นักวิชาการ ชี้ไทยมีปัญหาจำแนกเหยื่อค้ามนุษย์ มาตรการช่วยเหลือแรงงานกลับประเทศ

วานนี้ (10ส.ค.) ห้องประชุมชั้น 10 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก -นายดิเรก อิงคนินันท์ ประธานศาลฎีกา เป็นประธานเปิด งานนิติศาสตร์เสวนา ที่จัดโดยสถาบันวิจัยรพีพัฒนศักดิ์ หัวข้อเรื่อง “สถานการณ์การค้ามนุษย์ของไทยและต่างประเทศ” ซึ่งมีผู้บริหารศาล ผู้พิพากษา อัยการ และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ร่วมฟังเป็นจำนวนมาก  

โดยนายดิเรก กล่าวว่า ในสายตานานาอารยประเทศถือว่าการค้ามนุษย์เป็นการกระทำที่ละเมิดต่อสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง และประเทศใดมีการกระทำความผิดที่เป็นการค้ามนุษย์ย่อมส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศและความสามารถในการทำธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ ศาลอาญาจึงให้ความสำคัญโดยได้จัดตั้งแผนกคดีค้ามนุษย์ในศาลอาญา เพื่อบริหารจัดการคดีค้ามนุษย์เป็นพิเศษ ซึ่งการพิจารณาคดีของศาล สิ่งสำคัญที่สุดคือข้อเท็จจริง หากศาลได้ข้อเท็จจริงที่ไม่ถูกต้องและไม่สมบูรณ์ การปรับบทกฎหมายและการใช้ดุลพินิจในการตัดสินย่อมผิดพลาดไปด้วย เพราะการกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์มักจะมีการเชื่อมโยงกันเป็นกระบวนการ เกี่ยวข้องกันในหลายพื้นที่และหลายประเทศ พยานหลักฐานมีความสลับซับซ้อน ทั้งพยานบุคคล วัตถุพยานและพยานเอกสาร อีกทั้งยังเชื่อมโยงกับสถาบันการเงินต่างๆ ด้วย บุคลากรในกระบวนการยุติธรรมจึงควรมีความรอบรู้และเท่าทันกับรูปแบบของการกระทำผิด เพื่อศาลได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง และศาลก็จำเป็นต้องรอบรู้เท่าทันต่อเล่ห์กลของผู้กระทำผิด อีกทั้งควรแสดงบทบาทเชิงรุกของการเป็นผู้นำในการแสดงหาข้อเท็จจริงภายใต้กรอบกฎหมายยิ่งขึ้น  

ขณะที่การอภิปราย นายวิทิต มันตาภรณ์ อตีดอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การต่อต้านการค้ามนุษย์จริงๆ นั้นเป็นการต่อต้านสภาพความเป็นทาส ซึ่งปัญหาการค้ามนุษย์ไม่ใช่เรื่องใหม่ โดยคนส่วนมากยังมองว่าผู้ลักลอบเข้าประเทศแบบผิดกฎหมาย (Smuggling) เหมือนขบวนการค้ามนุษย์ ซึ่งความจริงเหยื่อของการค้ามนุษย์ (Trafficking) จะเกิดขึ้นได้เมื่อมีการนำคนเข้าไปอยู่ในที่เสียเปรียบ เช่น โรงงานนรก การหลอกขายบริการทางเพศ แรงงานทาส ขอทานและร่วมไปถึงการขายอวัยวะภายในร่างกาย ขณะเดียวกันประเทศไทยก็เป็นเหมือนหลายประเทศเป็นทั้งต้นทาง กลางทางและปลายทางในการค้ามนุษย์ สิ่งสำคัญมากคือเจ้าหน้าที่ในท้องถิ่นไม่เข้าใจความต่างกันระหว่างเหยื่อของการค้ามนุษย์ (Trafficking) และผู้ลักลอบเข้าประเทศแบบผิดกฎหมาย (Smuggling) ซึ่งเหยื่อของการค้ามนุษย์อาจเกิดขึ้นได้ระหว่างในประเทศหรือนอกประเทศก็ได้ ส่วนผู้ลักลอบเข้าประเทศแบบผิดกฎหมายนั้นอาจมีมือที่สามช่วยในการข้ามประเทศ และอาจมีกรณีซับซ้อนมากขึ้นเมื่อบุคคลนั้นอยู่ในฐานะผู้ขอลี้ภัยด้วย ซึ่งจะต้องได้รับการปกป้องจากประเทศนั้นๆ และไม่ควรผลักดันกลับประเทศเดิม ตรงนี้เป็นปัญหาที่เจ้าหน้าที่ไทยยังไม่สามารถจำแนกประเภทได้   

ขณะเดียวกันรายงานของสหรัฐอเมริกาเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ (Tip Report) ที่ลดระดับประเทศไทยไปอยู่ในระดับ เทียร์3 ซึ่งปัจจุบัน ไทยก็มีการตอบสนองโดยมีนโยบาลตอบโต้การค้ามนุษย์คือ 1.นโยบาย (Policy) 2.การดำเนินคดีและการบังคับใช้กฎหมาย (Prosecution) 3.คุ้มครองช่วยเหลือ (Protection) 4.ป้องกัน(Prevention) และ 5.ความร่วมมือกับทุกภาคส่วนและความร่วมมือระหว่างประเทศ(Partnership) และปัจจุบันประเทศไทยมี พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 และฉบับแก้ไข พ.ศ.2558 ที่เอื้อต่อการช่วยเหลือผู้ที่ตกเหยื่อการค้ามนุษย์ ซึ่งทุกฝ่ายต้องช่วยกันบังคับใช้กฎหมายจำแนกบุคคลที่เป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์อย่างแท้จริงอออกมา เพื่อโอนตัวผู้ที่ตกเป็นเหยื่อค้ามนุษย์ให้กับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ให้ความช่วยเหลือโดยเร็วก่อนที่จะส่งตัวมายังศาลต่อไป   

ขณะที่ น.ส.พิฐชญาณ์ ปริยนิธิโรจน์ ผู้ประสานงานโครงการประจำประเทศไทย โครงการความร่วมมือเพื่อต่อต้านการค้ามนุษย์ประจำสหประชาชาติ กล่าวว่า รูปแบบและสถานการณ์การค้ามนุษย์ของประเทศในแถบลุ่มน้ำโขง 6 ประเทศ ได้แก่ ไทย จีน ลาว กัมพูชา พม่า และเวียดนาม จะแตกต่างและหลากหลายกันไป โดยไทยและจีนจะเป็นประเทศปลายทางของขบวนการค้ามนุษย์ ประเทศไทยเองก็มีความท้าทายในการแก้ปัญหาหลายระดับ โดยเฉพาะการแก้ปัญหาแรงงานในอุตสาหกรรมประมง ในกรณีแรงงานไทยและพม่าที่ถูกขบวนการค้ามนุษย์หลอกขายแรงงานที่เกาะอัมบน ประเทศอินโดนีเซีย พบว่ามีอุปสรรคการในช่วยเหลือแรงงานไทยทั้งข้อจำกัดเรื่องค่าใช้จ่ายในการส่งตัวกลับประเทศ ซึ่งแรงงานต้องยอมรับสภาพหนี้ ทำให้กังวลว่าเมื่อกลับประเทศแล้วจะไม่มีเงินจ่ายคืน หรือแรงงานบางคนไม่มีเอกสารแสดงตัวตน ทำให้กังวลว่าหากเข้าประเทศแล้วจะเป็นการเข้าประเทศอย่างถูกกฎหมายหรือไม่ ฯลฯ   

ดังนั้น จึงมีแรงงานไทยที่ถูกขบวนการค้ามนุษย์หลอกตกค้างอยู่ในประเทศอินโดนีเซียจำนวนมาก ขณะที่พม่ามีมาตรการช่วยเหลือที่น่าสนใจ คือ ดึงภาคธุรกิจเข้ามาช่วยให้แรงงานพม่าทั้งหมด 535 คนกลับเข้าประเทศพม่าได้ทั้งหมด และได้มีการจัดทำประวัติไว้ด้วย ซึ่งเป็นแบบอย่างที่ดี อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าประเทศไทยมีแผนพัฒนากระบวนการยุติธรรมให้มีประสิทธิภาพดีกว่ากลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง โดยไทยถือเป็นประเทศแรกที่จัดตั้งแผนกคดีค้ามนุษย์ในศาลอาญา   

ด้านนายสิทธิพงศ์ ตัญญพงศ์ปรัชญ์ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลประจำสำนักประธานศาลฎีกา กล่าวว่า แต่ละครั้งที่รายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ของสหรัฐอเมริกาออกมา จะมีระบุปัญหาหนึ่งในรายงานว่า ระบบการพิจารณาคดีในศาลไทยล่าช้า หรือบางคดีถึงศาลฎีกาแล้วก็เงียบหายไป ซึ่งฟังดูเหมือนสหรัฐอเมริกาจะแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมของไทยหรือไม่ การจัดตั้งแผนกคดีค้ามนุษย์และการบังคับใช้พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 จึงเป็นจุดเริ่มที่สำคัญในการแยกจำแนกและคดีที่เข้าสู่ศาลว่าเป็นคดีค้ามนุษย์หรือไม่ ทั้งนี้ บอกรับว่าการพิจารณาคดีค้ามนุษย์บางสำนวนมีความล่าช้าในปริมาณน้อยแค่ 1-2 คดีเท่านั้น แต่กลับมีผลกระทบสูงและเป็นวงกว้าง ประธานศาลฎีกาจึงวางแนวทางให้การพิจารณาคดีค้ามนุษย์เสร็จภายใน 6 เดือนนับแต่วันที่กำหนดสืบพยาน และสามารถขยายเวลาได้ไม่เกิน 1 ปี ซึ่งเราเชื่อมั่นว่าสามารถดำเนินการได้ตามนโยบาย แต่ต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนด้วยและเมื่อคดีขึ้นสู่ศาลสูงแล้วจำเลยหลบหนีไม่มาศาล ส่วนตัวเห็นว่าอาจจะให้มีการสืบพยานลับหลังจำเลยได้   

นายสิทธิพงศ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ประธานศาลฎีกายังมีนโยบายให้สืบพยานล่วงหน้าและการสืบพยานผ่านวีดีโอคอนเฟอร์เร้นซ์ เพื่อให้พยานคลายความกลัวและไว้ใจสามารถเบิกความต่อศาลได้ อย่างไรก็ตาม การปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหานั้น ในรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ฯ ได้ระบุว่าศาลไทยควรจำกัดการปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหา ซึ่งเรื่องนี้อาจเป็นการเข้าใจยาก เพราะที่ผ่านมาเราเคยถูกเรียกร้องให้มีการปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหามากขึ้นเพื่อสิทธิมนุษยชน ดังนั้น ประธานศาลฎีกา จึงมีนโยบายว่าหากพนักงานสอบสวนคัดค้านการปล่อยชั่วคราวก่อน ให้รับฟังคำร้องนี้ก่อน และหากพนักงานสอบสวนมีพยานหลักฐานประกอบการคัดค้านการประตัวการใช้ดุลพินิจปล่อยตัวก็จะดีขึ้น  

“แม้ศาลอาญาจะจัดตั้งแผนกคดีค้ามนุษย์ แต่ศาลอาญาอื่นก็มีอำนาจพิจารณาคดีค้ามนุษย์ได้ แต่เมื่อไหร่ที่เห็นว่าคดีมีความซับซ้อนเป็นอาชญากรข้ามชาติ และมีผลกระทบในวงกว้างก็สามารถโอนคดีมาสู่แผนกคดีค้ามนุษย์ของศาลอาญา โดยขณะนี้มีการเสนอแก้รายละเอียดเพิ่มเติมในการโอนคดี หากมีเหตุอื่นที่กระทบต่อรัฐบาลในประการอื่น ให้ยื่นคำร้องเสนอต่อประธานศาลฎีกาเป็นผู้ใช้ดุลพินิจในการสั่งโอนคดี ซึ่งเรื่องนี้คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบในหลักการแล้ว และจะมีการแก้ไขเจตนารมณ์ของกฎหมายอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้บังคับใช้กฎหมายไม่สับสนและเข้าใจตรงกัน ซึ่งจะมีผลต่อคดีที่เข้าสู่ศาลมีจำนวนมากหรือน้อยลง” นายสิทธิพงศ์ ระบุ