ผบ.ตร.ระบุลายเซ็นเอกสารโอนหุ้น"ชูวงษ์" พบพิรุธชัดเจน ส่วนญาติเข้ายื่นหนังสือท้วงติงผลพิสูจน์การตาย
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.)-พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธ์ุม่วง ผบ.ตร. เปิดเผยความคืบหน้ากรณีการเสียชีวิตของ นายชูวงษ์ แซ่ตั๊ง นักธุรกิจรับเหมาหมื่นล้าน ว่า ได้เชิญพนักงานสอบสวนของกองบัญชาการตำรวจนครบาล(บช.น.)ที่รับผิดชอบเรื่องอุบัติเหตุและพนักงานสอบสวนของกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง(บช.ก.) โดยเฉพาะกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.)ที่รับผิดชอบเรื่องพิรุธการโอนหุ้นมาประชุมหารือกัน เพื่อให้ทุกอย่างครบถ้วนกระบวนความ เพราะทั้งสองหน่วยงานที่รับผิดชอบคนละคดีไม่เคยมาประชุม หรือได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารซึ่งกันและกันเลย เนื่องจากบางครั้งสังคมก็อาจสงสัยว่าการตายเป็นการฆาตกรรมหรือไม่ และมีเหตุจูงใจจากการโอนหุ้นที่ผิดปกติหรือไม่ ซึ่งตรงนี้ก็จะมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน
พล.ต.อ.สมยศ กล่าวอีกว่า สำหรับการออกหมายจับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการปลอมแปลงเอกสารการโอนหุ้นของนายชูวงษ์นั้น เท่าที่ได้รับรายงานเมื่อวันที่ 5 ส.ค.ที่ผ่านมาก็บอกว่าจะออกหมายจับภายใน 1 สัปดาห์ ตอนนี้ก็ยังไม่ได้รับรายงานว่าพร้อมที่จะออกหมายจับหรือยัง ส่วนรายงานเรื่องความผิดปกติเรื่องการโอนหุ้นมีความคืบหน้าอย่างไรบ้างนั้น เรื่องนี้มีแน่ และหลักฐานชัดเจน ซึ่งทางกองพิสูจน์หลักฐานได้แสดงผลการตรวจพิสูจน์เอกสารการโอนหุ้นตลอดจนลายเซ็นและความผิดปกติในเอกสาร โดยใช้ประกอบการโอนหุ้นมีความไม่ชอบมาพากลชัดเจนตามรายงานของกองพิสูจน์หลักฐาน ขณะเดียวกันพนักงานสอบสวนก็มั่นใจว่าจากพยานหลักฐานดังกล่าวจะสามารถออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องในการโอนหุ้นได้ แต่เพื่อความรอบคอบได้เน้นย้ำต่อพนักงานสอบสวนว่าไม่ต้องรีบร้อน ให้ไปหาพยานหลักฐานให้ครบถ้วนถูกต้อง ก่อนที่จะเสนอต่อศาลเพื่อขออนุมัติออกหมายจับ จึงคิดว่าสิ่งที่ได้หารือในการประชุมก่อนหน้านี้มีความคืบหน้าไปพอสมควร
ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีวันนี้(10 ส.ค.)ญาติและทนายความของนายชูวงษ์ขอเข้าพบเรื่องใดบ้าง เนื่องจากทางญาติบอกว่าขอเข้าพบเพื่อให้ตรวจสอบเรื่องสาเหตุการเสียชีวิต ซึ่งทางตำรวจยืนยันหรือไม่ว่าตรวจพิสูจน์ครบถ้วนแล้ว โดย พล.ต.อ.สมยศ ตอบว่า ยังไม่ทราบว่ามีเรื่องใดบ้าง แต่การตรวจพิสูจน์แพทย์ที่ผ่าพิสูจน์ศพยืนยันในที่ประชุม ว่า ได้ตรวจทุกอย่างตามหลักวิชาการครบถ้วน แต่ถ้าหากมีประเด็นข้อสงสัยก็สามารถสอบถามแพทย์ได้ และอย่างที่บอกว่า ปัญหาอยู่ที่คำถามที่เกินกว่ามาตรฐานของแพทย์ หรือหลักวิชาการแพทย์ที่จำเป็นจะต้องตรวจพิสูจน์จะทำได้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งในเรื่องนี้ตนไม่ทราบ เพราะว่าศพผู้ตายได้เผาไปเรียบร้อยแล้ว
ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า ในทางการแพทย์สามารถบอกได้หรือไม่ว่าของแข็งที่กระแทกศีรษะของนายชูวงษ์เกิดขึ้นก่อนหรือหลังเสียชีวิต พล.ต.อ.สมยศ บอกว่า ส่วนนี้ต้องถามแพทย์ เพราะว่าในที่ประชุมต้องการให้พนักงานสอบสวน สน.อุดมสุข ไปสอบสวนเพิ่มเติมหลายประเด็น ในเรื่องที่ลักษณะคล้ายคลึงกัน เช่น เป็นไปได้หรือไม่ว่า หากเกิดแบบนี้เกิดเพราะอะไร เกิดนานแค่ไหน เราได้พยายามหารือกันให้ปิดช่องว่าง ได้บอกกับพนักงานสอบสวนทั้ง บช.น. และ บก.ป.ว่า เราเป็นหน่วยงานของรัฐมีตำรวจตั้งหลายหน่วยงาน แต่ไม่สามารถรวบรวมพยานหลักฐานได้ครบถ้วน หากญาตินำหลักฐานที่เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถหาได้ มันจะทำให้ไม่เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจ หรือคิดว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจทำงานไม่เต็มที่หรือไม่ หรือเป็นตำรวจมืออาชีพเพียงพอไหม ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ จึงให้พนักงานสอบสวนทำทุกอย่างให้ระเอียดรอบคอบ และบอกว่าเวลาไม่ใช่สาระสำคัญของการทำคดี แต่ต้องถูกต้องเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย การพยายามหาหลักฐานไม่ได้มีเจตนาให้ร้ายใคร หรือทำให้ใครเสียหาย เพียงแต่ว่าตำรวจต้องเป็นมืออาชีพ พนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานให้ครบถ้วน นั่นคือสิ่งที่สำคัญ
วันเดียวกัน นางศิริรัตน์ แซ่ตั๊ง พร้อมด้วย นายกันต์ แซ่ตั๊ง และ น.ส.วันเพ็ญ ธนธรรมศิริ ซึ่งเป็นภรรยา ลูกชาย และพี่สาว ของ นายชูวงษ์ เดินทางมาที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมนายเอนก คำชุ่ม ทนายความ เพื่อเข้ายื่นหนังสือและเอกสารให้กับ พล.ต.อ.สมยศ โดยมี พล.ต.ต.วรวิทย์ ลิปิพันธ์ รอง ผบช. สำนักงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร(สทส.) รับเอกสารแทน ซึ่งการที่ญาติและทนายความของนายชูวงษ์เข้ายื่นเอกสารดังกล่าวถึง พล.ต.อ.สมยศ ก็เพื่อท้วงติงเรื่องบันทึกผลการชันสูตรพลิกศพนายชูวงษ์ จากสถาบันนิติเวชวิทยา รพ.ตำรวจ เนื่องจากครอบครัวยังคงติดใจสาเหตุการเสียชีวิต เพราะผลการตรวจยังมีรายละเอียดบางจุดในบันทึกที่ยังขาดตกพกพร่อง ไม่ตรงกับรูปภาพร่องรอยบาดแผลบนตัวศพของนายชูวงษ์
นายเอนก กล่าวว่า สาเหตุการเดินทางมายื่นหนังสือในครั้งนี้เนื่องจากญาติยังคงติดใจบันทึกผลการชันสูตรพลิกศพนายชูวงษ์ เพราะพบว่าผลตรวจยังมีรายละเอียดบางจุดในบันทึกที่ยังขาดตกพกพร่อง เช่น รายงานการตรวจศพกับภาพถ่ายที่ญาติมีอาจไม่ตรงกัน จึงได้นำภาพถ่ายที่ครอบครัวมี ส่งมอบเพิ่มเติมให้เพื่อให้ช่วยตรวจสอบรายงานการตรวจศพอีกครั้งหนึ่งว่ามีส่วนไหนที่ขาดหายไป และสาระสำคัญเกี่ยวกับสาเหตุการตายส่วนไหนที่ยังไม่ได้บันทึก โดยพบว่าที่ผ่านมารายงานการตรวจศพไม่ระบุรายละเอียดมากนัก เช่น บาดแผลที่ศรีษะอยู่ที่ข้างซ้ายหรือขวา แผลใบหน้า รอยเขียวช้ำที่ดวงตาทั้งสองข้างไม่มีอยู่ในรายงานการตรวจศพ นอกจากนี้บาดแผลที่คาง และรอยเขียวที่บ่า รวมถึงสาเหตุของการหักของซี่โครงทั้งสองข้าง ก็ไม่มีการระบุว่าเกิดจากสาเหตุอะไร จึงเป็นข้อสงสัยของทางครอบครัวว่า ทั้งหมดเกิดจากเหตุอะไร จึงเดินทางมาขอให้ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติพิจารณาตรวจสอบรายงานการตรวจศพอีกครั้งหนึ่ง ว่า การเสียชีวิตเกิดจากอะไรกันแน่ และเพื่อให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญศึกษาหรือวิเคราะห์ว่าบาดแผลทั้งหมดที่พบสามารถเกิดจากสาเหตุรถชนต้นไม้หรือไม่ ซึ่งจะทำให้รายงานดังกล่าวมีความสมบูรณ์ในการพิสูจน์สาเหตุการตายที่แท้จริงได้
“ส่วนกรณีที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะจำลองเหตุการณ์ในการหาสาเหตุการเสียชีวิตนั้น ทางครอบครัวคุณชูวงษ์ไม่ทราบว่าจะมีการเข้าไปดำเนินการวันไหน ขณะเดียวกันหากเป็นไปได้ทางครอบครัวก็อยากเข้าไปร่วมสังเกตุการณ์เพื่อให้มีความสมบูรณ์ ให้ข้อสงสัยต่าง ๆ” นายเอนกกล่ว
นายเอนก กล่าวอีกว่า สำหรับการที่ทางตำรวจออกมาเปิดเผยว่าการสืบหาหลัฐานทำได้ยากเนื่องจากศพถูกเผาไปแล้วนั้น ตนมองว่าเรื่องที่ผ่านมาแล้วก็เป็นสิ่งที่ไม่สามารถแก้ไขได้ เพราะหากยังสามารถพิสูจน์จากศพได้คงไม่ต้องมีข้อสงสัยกันถึงปัจจุบัน เพราะฉะนั้นสิ่งที่สามารถทำได้คือการตรวจสอบจากรูปภาพที่สามารถชี้ให้เห็นถึงบางเรื่องได้เช่นกัน ด้วยเหตุนี้ทางครอบครัวจึงได้นำภาพที่ทางครอบครัวมีทั้งหมดให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทั้งนี้ในช่วงเช้าที่ผ่านมา ตนและครอบครัวของนายชูวงษ์ ได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนกองปราบปราม เพื่อส่งมอบเอกสารหลักฐานชี้แจงการโอนหุ้นเพิ่มเติม เกี่ยวกับกรณีหุ้น 300 ล้านบาท ที่ถูกโอนไปให้พริตตี้และโบรคเกอร์สาว 2 คน เป็นเงินของนายชูวงษ์ทั้งหมด และเป็นคนละส่วนกับหุ้นวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร หรือ วปอ. ที่นายชูวงษ์กับพวกร่วมกันลงขันเปิดพอร์ตขึ้นมา ไม่เกี่ยวข้องกัน โดยหุ้น วปอ. นี้ ทางครอบครัวนายชูวงษ์ก็ยืนยันว่ามีมูลค่าเพียง 30-40 ล้านบาทเท่านั้น ไม่ใช่ 500 ล้านบาทตามที่เป็นข่าว
นายเอนก กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ทางครอบครัวได้ให้ข้อมูลทั้งหมดให้เจ้าหน้าที่ไปแล้วทั้งในส่วนหลักฐานการโอนหุ้นกับทางกองปราบปราม และหลักฐานในส่วนของการพิสูจน์สาเหตุการตายว่าเกิดจากอุบัติเหตุหรือไม่กับทาง สน.อุดมสุข เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถตอบข้อสงสัย ส่วนการโอนหุ้นกับการเสียชีวิตจะมีความเชื่อมโยงหรือไม่นั้นตนไม่ทราบ ทราบเพียงเหตุการณ์ทั้งหมดเกิดในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันนช่วงเดือนมิถุนายน แต่เหตุการณ์จะสัมพันธ์กันหรือไม่คงต้องรอผลการทำงานของตำรวจ อย่างไรก็ตาม ทางญาติคงไม่มีความจำเป็นที่จะมีการนัดเข้ามาพูดคุยเพื่อเคลียร์ปัญหากับ พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ เพราะทุกอย่างต้องว่ากันไปตามพยานและหลักฐาน แต่ย้ำว่าสิ่งที่อีกฝ่ายออกมาพูดนั้นไม่เป็นความจริงเลย





