"อนุพงษ์"ควง"ประยุทธ์" บินตรวจ 2 เขื่อน"ขุนด่าน-ป่าสักฯ" รับน้ำน้อย สั่งขยายขุดพื้นที่เก็บน้ำเพิ่ม
พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการลงพื้นที่ตรวจเขื่อนขุนด่านปราการชล จ.นครนายก ร่วมกับพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) หลังร่วมพิธีพระราชทานกำเนิดโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ครบรอบ 128 ปี โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าว่า นายกฯ ขอไปสำรวจ โดยได้พบผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก พร้อมสอบถามถึงสถานการณ์น้ำภายในเขื่อน ที่มีน้ำเข้ามากกว่าออก แต่จำนวนการเก็บกักน้ำถือว่า ยังไม่สูงนัก ขณะเดียวกันในพื้นที่ยืนยันไม่มีปัญหา เพราะน้ำเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ทุกปี
"ในพื้นที่จังหวัดนครนายก ความเสียหายทางด้านการเกษตร ทั้งพืชไร่ พืชสวน และที่นาไม่มีความเสียหายเลย สมบูรณ์หมด ไม่ต้องมีการเยียวยา จากที่บินดูพื้นที่ค่อนข้างเขียว ที่น่าสนใจ จะมีแหล่งน้ำในพื้นที่เล็กๆเยอะ" รมว.มหาดไทย กล่าวและว่า
จากนั้นได้ลงพื้นที่ตรวจเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี ทางผู้ว่าฯ พร้อมด้วยชลประทานจังหวัด ได้รายงานสถานการณ์ภายในเขื่อน มีน้ำเข้าเขื่อน 2 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ปล่อยออก 1 ล้านลูกบาศก์เมตร ถือว่า มีน้ำเก็บกักเพิ่ม อย่างไรก็ตามเปอร์เซ็นต์ยังต่ำ อยู่ที่ประมาณ 4 เปอร์เซ็นต์ จากทุกปีตามสถิติ น้ำจะเต็มประมาณเดือน กันยายน-ตุลาคม ประมาณ 900 ล้านลูกบาศก์เมตร ประกอบฝนที่ตกลงมาอีกประมาณ 2,000 ลูกบาศก์เมตร แต่เขื่อนเก็บน้ำได้แค่จำนวนเต็มดังกล่าว ไม่สามารถจุเพิ่มได้อีก เพราะฉะนั้น คณะกรรมการบริหารนโยบายน้ำ ที่มีนายกฯ เป็นประธาน ได้เตรียมเพิ่มพื้นที่เก็บกักน้ำประมาณ1,200ไร่ เป็นงบประมาณผูกพัน 5 ปี ซึ่งกำลังดำเนินการอยู่ เพื่อเพิ่มที่เก็บกักจาก 900 ลูกบาศก์เมตรต่อปี ให้ขึ้นไปอีก
"ในปีนี้ที่ดำเนินการเพิ่งเห็นอ่างเล็ก อยู่ในอ่างใหญ่อีกที เพื่อเพิ่มพื้นที่เก็บกัก ตอนนี้ทำอยู่ 9 ไร่ ได้ประมาณ 46 ล้านลูกบาศก์เมตร ทางท่านนายกฯเลยได้มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยไปบูรณาการใช้งบป้องกันภัยจังหวัดละ 10 ล้าน ไปจ้างงานพร้อมกับเพิ่มพื้นที่เก็บกักน้ำ ตรงไหนขุดได้ก็ให้หน่วนที่เกี่ยวข้องช่วย แล้วชี้เป้าในพื้นที่อื่นๆจะไปขุดเพิ่มที่ใดได้บ้าง ผมก็ได้แจ้งผู้ว่าฯ ผ่านทางปลัดกระทรวงมหาดไทยแล้ว ขณะเดียวกันเราอยากได้น้ำเหนือเขื่อนภายในเดือนสิงหาคม และกันยายนให้มาก ผมคิดว่า ถ้าฝนตกทั้งประเทศแล้ว น้ำในเขื่อนคงไม่ต้องปล่อยในตอนนี้ ใช้เฉพาะน้ำที่ตกใต้เขื่อน พร้อมดันน้ำทะเลหนุนไว้ ก็น่าจะดี การเก็บกักก็จะมากขึ้น" รมว.มหาดไทย กล่าวและว่า
การดำเนินการดังกล่าว มันจะไปสอดคล้องงบฯ 6,540 ล้านบาท ที่ลงไปในพื้นที่ อาจไม่เกี่ยวข้องโดยตรง แต่ถือเป็นการเพิ่มศักยภาพและประสิทธิภาพของเกษตรกร ทางผู้ว่าฯต้องรีบดำเนินการผูกพันให้เสร็จสิ้นก่อนเดือนกันยายนนี้ และต้องเป็นไปตามที่คณะกรรมการร่วม 3 ฝ่าย กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึง คสช. กำหนด ในด้านความโปร่งใส นายกฯได้กำชับจะต้องไม่มีเหตุต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต





