"บรรยงค์" ปธ.จริยธรรมฯติงสื่อ กรณีข่าวนักเรียนส่งข้อสอบ "กระดาษเปล่า" ย้ำเด็ก-เยาวชนได้รับความคุ้มครองตามอนุสัญญา"สหประชาชาติ"
เพจเฟซบุ๊ค "จริยธรรมวารสารศาสตร์" ได้เผยแพร่ความเห็นของนายบรรยงค์ สุวรรณผ่อง ประธานกรรมการจริยธรรมวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และกรรมการควบคุมจริยธรรม สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย โดยระบุว่า ข่าวนักเรียนส่งข้อสอบ ‘กระดาษเปล่า’ ในประเด็นทางจริยธรรม
นักเรียนหญิงมัธยมปลายโรงเรียนแห่งหนึ่ง ส่งกระดาษเปล่าในวิชาหน้าที่พลเมือง เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับโจทย์ที่ว่าด้วยค่านิยม ๑๒ ประการ จึงแสดงการคัดค้านเชิงสัญลักษณ์ โดยอธิบายเหตุผลไว้บนสื่อออนไลน์ด้วยข้อความภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ซึ่งเมื่อตรวจสอบย้อนหลัง พบว่านักเรียนผู้นี้ยังไม่พอใจการบริหารงานของรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารในช่วง ๑ ปี ที่ผ่านมา
ธรรมชาติของสังคมออนไลน์ ส่งผลให้เรื่องนี้กระจายออกไปในวงกว้างสรุปได้ว่า ฝ่ายหนึ่งนิยมยกย่องการกระทำของนักเรียนผู้นี้เทียบเท่าวีรสตรี (heroine) ตรงกันข้าม อีกฝ่ายหนึ่งโจมตีผู้ยกย่องเยาวชนเป็นวีรสตรีว่าใช้เด็กเป็นเครื่องมือบ้าง เด็กคนนี้มีผู้ใหญ่อยู่เบื้องหลังบ้าง โดยมีสื่อมวลชนเป็นตัวเร่งกระแสอย่างรวดเร็วและกว้างขวาง (viral) แต่ประเด็นอยู่ที่ ๑) มีการตำหนิติเตียนข้ามจากฝ่ายผู้ใหญ่ ไปที่การแสดงออกของเยาวชนอย่างรุนแรง เช่น ใช้คำว่า ‘โง่’ และ ๒) มีการเปิดเผยชื่อ นามสกุล และภาพถ่ายของเยาวชน
กรณีนี้ อาจมีข้อโต้แย้งว่า ๑) เยาวชนคนนี้ไม่ใช่ผู้เคราะห์ร้ายในคดีอาชญากรรม จึงเผยแพร่ได้ ๒) เยาวชนเป็นผู้เปิดเผยผ่านบัญชีของตนเองบนสื่อออนไลน์ ทั้งชื่อ นามสกุล ภาพถ่าย ไม่ใช่สื่อเป็นผู้เปิดเผย และ ๓) เยาวชนเป็นผู้บันทึกความเห็นของตนบนสื่อออนไลน์ ซึ่งเป็นพื้นที่สาธารณะ สื่อเป็นเพียงผู้นำมาเผยแพร่ต่อ
อย่างไรก็ตาม เด็กและเยาวชนได้รับความคุ้มครองตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กสหประชาชาติ ซึ่งรวมไปถึงเสรีภาพทางความคิด และการมีส่วนร่วมในเรื่องที่มีผลกระทบต่อเขา ซึ่งไทยได้ให้สัตยาบันไว้เมื่อปี ๒๕๓๕ ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีกฎหมายคุ้มครองเด็กที่ห้ามเปิดเผยชื่อ นามสกุล ภาพ ถิ่นที่อยู่ หรือที่ทำให้รู้จักเด็กและเยาวชน เป็นต้น ซึ่งข้อหลังนี้อาจแย้งอีกว่า เรื่องนี้ ไม่ใช่คดีทางกฎหมาย
เมื่อการรายงานของสื่อส่งผลกว้างขวางกว่า และได้ความเชื่อถือมากกว่า ด้วยเหตุดังกล่าว ผู้ปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชนจึงต้องมีจริยธรรมวิชาชีพเพื่อเป็นเครื่องกำกับตนเองในการแยกแยะระหว่าง ‘ขาว’ กับ ‘ดำ’ โดยเฉพาะเรื่องซึ่งอยู่ในพื้นที่ ‘สีเทา’
ก็เพราะเขายังเป็นเยาวชนมิใช่หรือ จึงคิดและแสดงออกในสิ่งที่เห็นอยู่แต่เบื้องหน้า ไม่ได้มองย้อนหลังไปถึงเหตุอันเป็นที่มาของปัญหา ไม่ได้พิจารณาบริบททางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ก็ขนาดผู้ใหญ่ด้วยกันแท้ๆ บางคนยังแสดงออกด้วยวิธีการที่รุนแรงและก้าวร้าว – จึงขอฝากเรื่องนี้ไปยังเพื่อนร่วมวิชาชีพโปรดพิจารณา





