วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ย้ำยืดเวลา30วันไม่ปรับร่างรธน. ตัดสิทธินักการเมืองทุจริต

โฆษกกมธ.ยกร่างรธน.ยันขยายเวลาอีก 30 วัน ไม่ปรับแก้ไขเนื้อหาร่างรธน. ตามที่มติไปแล้ว ระบุเขียนกฎตัดสิทธินักการเมืองทุจริตตลอดดไป

พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช ที่ปรึกษาและโฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการมองรัฐสภา ของสถานีโทรทัศน์รัฐสภา เมื่อช่วงเช้าวันที่ 22 ก.ค. ถึงการพิจารณาขยายวันทำงานของการพิจารณาปรับปรุงบทบัญญัติของร่างรัฐธรรมนูญออกไปอีก 30 วันจากเดิมที่จะสิ้นสุดวันที่ 23 ก.ค นี้ ว่า ช่วงระยะเวลาทำงานที่เพิ่มขึ้นอีก 30 วัน จะไม่มีการปรับแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราซึ่งกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญได้พิจารณาและได้ข้อยุติแล้ว แต่เวลาที่ขยายดังกล่าวเพื่อเป็นการพิจารณาเนื้อหาให้รอบคอบ ทั้งนี้ยอมรับว่ากมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ เป็นปุถุชนคนธรรมดา ย่อมมีข้อผิดพลาดได้ ดังนั้นเวลาที่ขยายเพิ่มจะพิจารณาเนื้อหาให้ถูกต้อง ขณะเดียวกันการบัญญัติคำไว้ในร่างรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาจากกฏหมายที่มีบังคับใช้อยู่เดิมด้วย หากพบว่ามีบัญญัติไว้แล้วก็จะไม่นำไปเขียนในร่างรัฐธรรมนูญอีก ไม่เช่นนั้นร่างรัฐธรรมนูญจะมีความยาวเป็น 2 เท่า ถึง 3 เท่าได้ ดังนั้นหากในร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้แก้ไขตามคำขอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) อย่าได้แปลกใจ เพราะส่วนหนึ่งได้นำไปเขียนไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญแล้ว        

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่ารายการมองรัฐสภาเป็นรายการออกอากาศสด และเปิดให้ประชาชนโทรศัพท์สอบถามข้อข้องใจ โดยมีประชาชนได้สอบถามโดยเน้นประเด็นของการตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดไปของนักการเมืองที่ทำทุจริต โดยพล.อ.เลิศรัตน์ อธิบายไว้ว่า 1.กรณีการตัดสิทธิทางการเมืองที่เกี่ยวกับการกระทำผิดเลือกตั้งนั้น เป็นกรณีของการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง หรือให้ ใบแดงแก่ผู้สมัครรับเลือกตั้งหรือ ส.ส.ที่ทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ซึ่งต้องส่งเรื่องให้ศาลอุทธรณ์กลาง ซึ่งตั้งอยู่ที่กทม. เป็นผู้พิจารณาเท่านั้น เพื่อเป็นหลักประกันและมีมาตรฐานของการพิจารณาคดีที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน นอกจากนั้นในร่างรัฐธรรมนูญกำหนดให้ศาลออกระเบียบที่ใช้สำหรับการพิจารณาคดีทำผิดกฎหมายเลือกตั้งเป็นการเฉพาะด้วย โดยมีสาระให้ใช้การไต่สวนและเป็นการลับได้เพื่อปกป้องพยาน และเมื่อศาลอุทธรณ์ตัดสินแล้ว ผู้ที่ถูกคำสั่งสามารถยื่นต่อศาลฎีกาเพื่อให้พิจารณาคดีในชั้นสุดท้ายได้ และ 2.กรณีที่ถูกถอดถอนโดยรัฐสภา ที่ได้ให้สิทธิ ส.ส. และ ส.ว. จำนวน 650 คนร่วมลงมติ และให้ใช้เสียงถอดถอนเกินกึ่งหนึ่ง ทั้งนี้เพื่อเป็นหลักประกันว่าบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่ามีพฤติการณ์ส่อว่าทุจริตในประเด็นต่างๆ ต้องเป็นความผิดที่ประจักษ์

"สำหรับการควบคุมจริยธรรมของนักการเมือง นั้นจะมีการจัดทำประมวลจริยธรรมแห่ชาติ เพื่อใช้กำกับดูแลผู้ที่จะเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมือง ผู้ที่อยู่ระหว่างการดำรงตำแหน่งและข้าราชการด้วย เพื่อให้เป็นมาตรฐาน หากผู้ใดที่มีความประพฤติผิดประมวลจริยธรรมแห่งชาติและเข้าสู่กระบวนการถอดถอนจะถูกเว้นวรรคทางการเมือง 5ปี การเขียนร่างรัฐธรรมนูญไว้แบบนั้น เพื่อให้เป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 มาตรา 35 กำหนดไว้ หากเราไม่เขียน อาจมีคนไปยื่นฟ้องร้องคว่ำร่างรัฐธรรมนูญได้ เพราะไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 แม้ขณะนี้เราจะอยู่ภายใต้รัฐบาลของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ต้องปฏิบัติงานภายใต้ที่รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557กำหนดด้วย" พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าว 

พล.อ.เลิศรัตน์ ได้ตอบคำถามถึงเอกสิทธิคุ้มครอง ส.ส.และส.ว. ด้วยว่าข้อเท็จจริงไม่ใช่เป็นการตัดเอกสิทธิที่มีอยู่เดิมของสมาชิกรัฐสภาที่อยู่ในสมัยประชุม แต่เป็นการปรับเงื่อนไข ในกรณีที่ส.ส. หรือ ส.ว. ที่ถูกกล่าวหาในคดีร้ายแรง เช่น ถูกกล่าวว่าฆ่าคนตาย หรือคดีทุจริตเลือกตั้งต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพราะหากปล่อยเวลาผ่านไปนานอาจทำให้มีผลกระทบต่อคดีได้